ทริปเรื่อยเปื่อยวันปีใหม่ 2554

ม.ค.112012

 

ขอนำเรื่องนี้มาลงเป็นคิวโดดคั่นรายการเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้าง แต่เรื่องนี้ก็ไม่เชิงแปลกแยกกับเรื่องอื่น ๆ ในหัวข้อ Wat*ka*Darin's Holiday ถือว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันก็ได้ เพราะเป็นทริปวันหยุดเหมือนกัน และมีตัวละครที่อยู่ในทริปยุโรปจากอังกฤษมาร่วมแจมด้วย






วันหยุดยาวช่วงปีใหม่ปีนี้ผมกับครูดารินทร์วางแผนไปเค้าท์ดาวน์ที่บ้านกรุงเทพ สลับกับคนกรุงที่แห่มาสัมผัสอากาศหนาวที่เชียงใหม่เพื่อไม่ให้เสียดุลกัน ที่สำคัญเป็นโอกาสดีที่จะได้ขับรถเล่นในกรุงเทพเพราะรถไม่ติด ในปีหนึ่งถนนกรุงเทพจะโปร่งโล่งสบายอยู่สองช่วงคือช่วงสงกรานต์และวันหยุดปีใหม่






ผมขับรถขึ้นล่องเชียงใหม่ กรุงเทพ นับครั้งไม่ถ้วน แต่เคยแวะเข้าไปเขื่อนภูมิพล จังหวัดตากแค่ครั้งเดียวทั้ง ๆ ที่เป็นทางผ่าน แต่นั่นเกือบสิบปีมาแล้ว และแค่แวะเข้าไปถ่ายรูปเฉย ๆ ครั้งนี้ผมออกเดินทางวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่เด็กชายปลาบู่ทำนายว่าเขื่อนจะแตกในคืนวันนี้ ที่จริงผมไม่สนใจคำทำนายนี้หรอก แต่เมื่อเป็นทางผ่านก็ควรจะแวะชมเสียหน่อย เกิดคำทำนายเป็นจริง ก็จะได้ไปคุยโม้ว่าได้ไปเห็นเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว แต่ความจริงผมอยากแวะเข้าไปชมหลายครั้งแต่ขาดแรงจุงใจ คราวนี้เลยถือโอกาสเกาะกระแสกับเขามั่ง






เมื่อขับรถแยกจากถนนพหลโยธินที่อำเภอสามเงาเข้าไปอีกสิบกว่า ก.ม. ถึงที่บริเวณที่ทำการเขื่อนขับต่อไปถึงตลาดลานโพธิ์ ซึ่งเป็นจุดรับบัตรผ่านเพื่อขึ้นไปยังสันเขื่อน ตรงนึ้มีร้านค้าและร้านอาหารหลายร้านซึ่งเมนูจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากปลาสด ๆ จากเขื่อน ถ้าเป็นเวลาที่เหมาะสมก็อยากลองชิมเหมือนกันของชอบอยู่แล้วแต่นี่ยังเช้าอยู่ การขึ้นไปยังสันเขื่อนวันนี้ผมสังเกตุว่ารถมากจริง ๆ สงสัยใจเดียวกับผมมั้ง ทางกฟผ.จึงจัดที่จอดรถไว้ข้างล่างใกล้กับตลาดแล้วให้ใช้บริการรถของการไฟฟ้าขึ้นไปซึ่งบริการฟรี ใครจะขับขึ้นไปเองก็ตามใจแต่เจ้าหน้าที่บอกว่าข้างบนรถติดนะ พอผมขับขึ้นไปเกือบถึงสันเขื่อนก็เจอสภาพแบบนี้ครับ






ตอนแรก ๆ ผมเห็นการไฟฟ้าใช้รถกระบะหกล้อขนคนขึ้นแค่คันเดียว แต่ตอนขากลับเห็นระดมรถนานาชนิดมาให้บริการเพราะมีจำนวนคนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  บริเวณสันเขื่อนตอนนี้ราวกับมีงานมหกรรมอะไรซักอย่างผู้คนคึกคักมาก ระหว่างผมเดินไปสันเขื่อนมีเจ้าหน้าที่สาวแนะนำตัวว่าเป็นประชาสัมพันธ์ กฟผ. ถือแบบสอบถามมาขอสัมภาษณ์จุดประสงค์การเข้ามาชมเขื่อนในครั้งนี้ ว่ามาเพราะคำทำนายของเด็กชายปลาบู่หรือจากเหตุผลอื่นใด พร้อมกับถามประเด็นอื่นอีก เช่น ประเด็นเกี่ยวกับการที่เขื่อนตกเป็นจำเลยตอนมหาอุทกภัยที่ผ่านมา เป็นต้น






หลังจากนั้นก็ทำหน้าที่นักประชาสัมพันธ์ที่ดี โดยแนะนำสถานที่น่าสนใจอื่นในบริเวณนี้นอกเหนือจากเขื่อน ผมจำได้สองแห่งคือ ภาพฉายตรงซอกผาหลังแท่นแทนบูชา (ในวงกลม) อธิบายว่าถ้าคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ จะเห็นเงาของพระพุทธรูปประทับนั่งชัดเจน พร้อมกับเดินไปขยับป้ายจราจรที่บังอยู่ให้ผมถ่ายรูปชัด ๆ






หน้าผาตรงนี้ครับถ้าสังเกตุให้ดีจะมองเห็นเงาพระพุทธรูปได้ราง ๆ






หลังจากนั้นนักประชาสัมพันธ์สาวก็แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งโดยพูดว่า ถ้าหากมีเวลาและเรี่ยวแรงยังดีอย่างนี้ (เธอระบุมาที่ตัวผม ทำเอาผมอดยืดไม่ได้) เดินตามบันไดที่อยู่ใกล้ ๆ กับภาพฉายเลียบเขาขึ้นไปข้างบนจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ชื่อหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ และข้างบนยังสามารถชมทิวทัศน์เขื่อนได้ในมุมกว้าง แต่ผมไม่ได้ขึ้นไปเนื่องจากไม่มีเวลาเพราะต้องเดินทางอีกไกล ไม่เกี่ยวกับเรี่ยวแรงอะไรหรอก






ก่อนถึงสันเขื่อนมีเวทีเค้าท์ดาวน์รับปีใหม่ นัยว่าผู้ว่าราชการจังหวัดตากจะมาเค้าท์ดาวน์การันตีความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนที่นี่





ถึงสันเขื่อนแล้วครับ สันเขื่อนกว้างขนาดรถวิ่งสวนกันได้ เมื่อไปยืนบนนี้ผมสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และความมั่นคงแน่นหนา หลายคนไปชะโงกดูฝั่งโน้นที ฝั่งนี้ที คงเพื่อหารูรั่วมั้ง







สำรวจด้วยสายตาแล้ว ก็ดูเป็นปกติดี






ดูกันชัด ๆ ไม่มีน้ำรั่วซักหยด ผมอยากลงยืนบนสนามหญ้าข้างล่างแล้วแหงนมองขึ้นมา คงได้อารมณ์แปลกออกไปทางน่ากลัว เพราะขนาดมองลงไปยังเสียวขนาดนี้ มองขึ้นมาจะสยองแค่ใหน






ระดับน้ำในเขื่อนปัจจุบัน ประชาสัมพันธ์คนขยันของ กฟผ.บอกผมว่า ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ปริมาณน้ำขึ้นสูงสุดเต็มพื้นที่สีขาวจนถึงระดับลูกศรสีเหลือง






ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน






ภาพนี้ผมตั้งกล้องไว้บนกำแพงสันเขื่อน เสียวกลัวกล้องหล่นลงไปเหมือนกัน ได้แต่หวังว่าคงไม่เกิดแผ่นดินไหวหรือเขื่อนแตกขึ้นมาทันทีทันใดนะ เสียดายกล้อง






มุมมองหลังเขื่อน ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าตัวเขื่อนมีความโค้งเกือบจะเป็นครึ่งวงกลมทีเดียว






มุมมองไปยังจากอ่างเก็บน้ำ แพที่เห็นคงเป็นท่าเทียบเรือที่มาจากดอยเต่าและร้านอาหาร ผมว่าเขื่อนภูมิพลนี้เป็นสถานที่มีทิวทัศน์งดงามมีบุคลิกเฉพาะ จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งทีเดียว






อุโมงค์ระบายน้ำท้ายเขื่อน นึกถึงตอนที่เขื่อนระบายน้ำออกมาแล้ว ทั้งภาพและเสียงคงอึกทึกครึกโครมน่าดู






เท่าที่ผมสังเกตุวันนี้มีคนเดินทางมาชมเขื่อนไม่ขาดสาย ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาค่อนข้างเช้าคิดว่าช่วงบ่ายคนคงแออัดมากกว่านี้ ผมว่าคนที่มาส่วนใหญ่คงจะมาให้เห็นกับตาว่าจะจริงตามคำทำนายของเด็กชายปลาบู่หรือเปล่า แต่หลังจากนี้แล้ว เขื่อนภูมิพลน่าจะเป็นที่รู้จักและมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ผมพูดกับครูดารินทร์เล่น ๆ ว่า กฟผ.น่าจะขอบคุณเด็กชายปลาบู่นะ เพราะอย่างน้อยกลุ่มคนที่มาโดยไม่ตั้งใจหรือเกาะกระแสเข้ามา ก็ได้เห็นบรรยากาศ สถานที่ บ้านพัก ร้านอาหาร น่าจะอยากกลับมาใช้บริการอีกสักครั้ง ผมยังอยากเข้ามานั่งกินปลาเขื่อนบนแพแกล้มบรรยากาศอ่างเก็บน้ำเลย


หมายเหตุ : หลังจากบทความนี้เผยแพร่ออกไป วันนี้ (27 ม.ค. 2555) ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณฐิติวงษ์ คงพิกุล หัวหน้าแผนกงานบุคคล เขื่อนภูมิพล ได้โทรมาบอกว่านักประชาสัมพันธ์สาวที่ผมพูดถึงนั้น คือคุณทักษกร รัตนาภรณ์ ซึ่งคุณฐิติวงษ์ได้ออกหนังสือเวียนชมเชยการปฎิบัติงานไปแล้ว พอผมได้ยินก็นึกในใจว่าที่นี่เขาทำงานกันอย่างมืออาชีพรวดเร็วทันใจดีแท้ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรได้อย่างดีทีเดียว นอกจากนี้คุณฐิติวงษ์ยังได้เล่าว่าวันนั้นมีคนแตกตื่นเข้ามาชมเขื่อนกันมากอย่างไม่คาดคิดเหมือนที่ผมเดาไม่มีผิด ทำให้ต้องระดมบุคลากรหลายฝ่ายมาช่วยกันอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ซึ่งผมก็ได้เห็นการทำงานแล้วขอยกนิ้วให้ จากกรณีนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าบทความเที่ยวเรื่อยเปื่อยของผมก็ยังพอมีสาระอยู่บ้างเหมือนกัน

 




 

 




ตัดภาพฉับมาที่หาดบานชื่น จังหวัดตราด ในอีกวันหนึ่งหลังจากขับรถเที่ยวรอบกรุงเทพอย่างสบายใจในวันปีใหม่ วันหยุดเทศกาลปีไหม่คนใต้ขึ้นไปเที่ยวดอยทางเหนือ คนดอยจึงต้องไปเที่ยวทะเลแลกเปลี่ยนกัน ขออธิบายเสียหน่อยว่าคนใต้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคนที่อยู่ในจังหวัดภาคใต้ แต่เป็นคำเรียกของคนเหนือใช้เรียกใครก็ได้ที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมายันสุไหงโกลก หรือคนที่พูดภาษากลางเป็นภาษาหลัก และในบางกรณีหมายถึงพื้นที่ด้วย เช่น ถ้าผมกลับบ้านที่เชียงใหม่มีคนถามผมแบบไม่จริงจังนักว่า วันหยุดปีใหม่ไปเที่ยวที่ไหน ? ผมก็จะตอบรวม ๆ ว่าไปเที่ยวใต้มา ทั้ง ๆ ไปแค่กรุงเทพหรือจังหวัดตราดแค่นั้นเองไม่ได้ไปสุไหงโกลก








ผมไปพักที่รีสอร์ตหาดบานชื่นเป็นครั้งที่สามแล้ว เพราะชอบชายหาดที่เงียบสงบ ไม่มีกองทัพร่มและเก้าอี้ผ้าใบให้รกหูรกตา หาดทรายละเอียด ว่ากันว่าถ้าไม่นับหาดทรายตามเกาะต่าง ๆ แล้ว ทีนี่เป็นหาดทรายบนผืนแผ่นดินใหญ่ที่ละเอียดกว่าเพื่อน



 




อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นบั้นท้ายครูดารินทร์นะครับ ทั้ง ๆ ที่อยากให้เป็นใจจะขาด แต่เป็นสาวสัญชาติใดไม่ทราบเดินท่องน้ำอยู่คนเดียว







ทะเลที่นี่เหมาะกับผู้ที่ต้องการปลีกวิเวกดังเช่นสาวแบล๊คบีกีนีขี้เหงาคนนี้







บรรยากาศยามเย็นหน้่าที่พัก เสียดายมีเฆหนาเลยอดเห็นดวงอาทิตย์







วันรุ่งขึ้นก่อนกลับถ่ายรูปท่ามาตรฐานตามธรรมเนียม และไม่ลืมแวะซื้อปูม้าสดที่หมู่บ้านชาวประมงบ้านไม้รูดห่างจากที่พัก 6 ก.ม. ตอนขามาผมก็แวะซื้อจากที่นี่ไปนึ่งจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เตรียมมาจากบ้าน ปูที่นี่ใหม่สดซิง ๆ เพราะเพิ่งขึ้นจากเรือ มีพ่อค้ามารับประจำ นอกจากนี้ยังมีเนื้อปูต้มแกะแล้วสำหรับเอาไปทำข้าวผัดปู แต่ถ้ามาเห็นตอนเขากำลังแกะก็ต้องทำใจ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ จะได้กินข้าวผัดปูด้วยความอร่อย







ตอนแรกกะว่าจะไปกินซีฟู้ดเป็นมื้อกลางวันที่ท่าแฉลบ จันทบุรี แต่ไปเสียเวลาตอนซื้อปูพอถึงอำเภอขลุงก็ปาเข้าไปบ่ายโมงท้องร้องแล้ว หาอะไรกินแถวนี้ดีกว่าอาจจะเจอของอร่อยก็ได้ ตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปยังอำเภอขลุง เคยอ่านจากที่ใหนจำไม่ได้นานมาแล้ว ว่าอำเภอนี้เป็นอำเภอตัวอย่างด้านความสะอาด ความเป็นระเบียบ พอขับผ่านตัวอำเภอจึงประจักษ์แก่สายตาว่าบ้านเมืองนี้สะอาดเป็นระเบียบสมกับที่ได้รับรางวัลมาโดยตลอด ที่สำคัญมีป้ายบอกทางไปร้านอาหารทะเลด้วย ต่างจากเมืองอื่นซึ่งมักบอกแต่ทางไปสถานที่ราชการ









ครูดารินทร์หมายตาร้านอาหารร้านหนึ่งไว้แล้วคือร้านฟาร์มปูนิ่ม จึงขับตามป้ายไปเรื่อย ปรากฎว่าไปสิ้นสุดที่สะพานปลา มีเด็กยืนตกปลาอยู่ปลายสะพาน พยายามมองหาร้านอาหารก็ไม่เห็นมีซักร้าน แต่บริเวณนี้มีรถจอดอยู่เต็ม







ยืนเก้ ๆ กัง ๆ กำลังจะขึ้นรถกลับอยู่แล้วได้ยินเสียงตะโกนจากพ่อค้าที่ขายของอยูท่าเรือข้าง ๆ อย่างกะรู้ใจว่า ถ้าจะไปร้านอาหารต้องลงเรือไปครับ รถจอดทิ้งไว้ที่นี่รับรองความปลอดภัย







พ่อค้าแม่ค้าที่นี่นิสัยดีทุกคน พูดคุยสนุกสนานเป็นกันเอง จึงอุดหนุนเนื้อปลากระพงทุบลักษณะคล้ายเนื้อหมูทุบ เอากลับไปกินแกล้มเบียร์อร่อยมาก นอกจากนี้ยังมีปลาอื่น ๆ กับปลาหมึกทุบ มีตัวอย่างให้ชิมด้วยอร่อยใช้ได้ ถุงละ 100 บาท







กับปลากระบอกแดดเดียว  มีบริการทอดให้ฟรี ขายกองละ 100 บาท







ซื้อไปนั่งแทะบนเรือระหว่างทางไปร้านอาหารหมดไปหลายตัว เพราะอร่อยหรือเพราะหิวก็ไม่รู้







ในเรือมีชูชีพใช้ได้








ฟาร์มหอยนางรม







โพงพางจับปลา








จากท่าเรือมาร้านอาหารใช้เวลาประมาณ 5 นาที ตอนก่อนที่ผมกับครูดารินทร์ยังไม่ตัดสินใจลงเรือ พ่อค้าคนเดิมก็พยายามปิดการขายว่า ลองลงเรือไปดูก่อน ถ้าไม่ถูกใจนั่งกลับมา ก็ได้ ถือว่านั่งเรือเล่นไม่เสียสตางค์ แต่ผมว่าร้อยทั้งร้อยเมื่อลงเรือไปแล้วเสร็จทุกราย เพราะดูบรรยากาศแล้วก็น่านั่งพอใช้ มีทั้งโต๊ะที่อยู่กลางทะเลใต้ต้นโกงกาง สัมผัสกับธรรมชาติสุด ๆ และที่นั่งในร่ม







เนื่องจากวันนั้นฝนลงเม็ดปรอย ๆ ผมจึงเลือกนั่งในร่ม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็ดีไปอย่าง ทำให้เย็นสบาย ผมว่าถ้าวันที่แดดแจ๋คงร้อนอบอ้าวพอสมควร







นั่งชมวิวป่าโกงกางและฟาร์มหอยท่ามกลางอากาศแบบนี้ก็เพลินดี







อาหารแนะนำ โดนรวมแล้วอาหารร้านนี้รสชาติและบริการใช้ได้ แต่บนฝั่งใกล้ ๆ ท่าเรือมีร้านอาหารลักษณะเดียวกันนี้อีกร้านหนึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว เห็นมีรถจอดพอสมควร มีพนักงานคอยโบกรถเรียกลูกค้า เพราะทางมาท่าเรือต้องผ่านร้านนี้ก่อน สงสัยแข่งขันกันน่าดู สังเกตุจากป้ายบอกทางข้างถนนซึ่งบอกตั้งแต่ปากทางถนนสุขุมวิท ถ้ามีโอกาสมาวันหลังจะลองเปลี่ยนมากินร้านนี้บ้าง เปรียบเที่ยบกัน







พวกที่อิ่มท้องแล้วนั่งเรือกลับ รู้สึกว่าเรือจะมีสองลำวิ่งสวนไปมา มีกี่คนก็ออกไม่ต้องรอ



 

ตัดกลับมาที่อีกฟากหนึ่งของอ่าวไทย ที่แหลมเหลว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี




ที่จริงทริปวันปีใหม่ของผมควรจะจบลงที่ทะเลด้านตะวันออกแล้ว แต่มีเรื่องให้ต้องเรื่อยเปื่อยต่อ เนื่องจากน้องสาวผมที่อยู่อังกฤษ คนที่ผมไปล้มทับตอนไปยุโรปที่ผ่านมา เกิดหนีหนาวบินมาเมืองไทยพร้อมกับสามี โผล่มาเซอร์ไพร้ซ์วันที่ผมกำลังขนสัมภาระขึ้นรถกลับเชียงใหม่พอดี ทำให้ต้องขนของลงอยู่ต่ออีก







คราวนี้เปลี่ยนไปหาอะไรกินทางทะเลด้านตะวันตกบ้างจึงไปลงที่แหลมเหลวเพราะไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก โดยใช้ทางลัดจากสมุทรสงครามเลียบทะเลไปชะอำ ขากลับจะได้แวะซื้อของกินที่ตลาดบนรางรถไฟหรือตลาดร่มหุบ สมุทรสงคราม เพราะสามีของน้องสาวผมเคยเห็นแต่ในทีวี แต่่โชคไม่ดีไปไม่ตรงจังหวะรถไฟเข้าออกเลยอดดู แต่ก็ได้ช้อปของกินทั้งของคาว ของหวาน ผลไม้ อย่างจุใจสมกับที่อดอยากปากแห้งมานาน







ร้านอาหารร้านนี้ตั้งอยู่กลางทะเลแต่ไม่ต้องนั่งเรือเพียงแค่เดินข้ามสะพานก็ถึงแล้ว เมื่อตั้งอยู่ในทะเลจึงมีลมพัดเย็นสบาย แต่บางฤดูลมจะแรงมากจนจานอาหารแทบปลิว







บรรยากาศสองข้างทางเดินมาร้านอาหาร







ผมไม่เคยเห็นปลาตีนตัวโตขนาดนี้มาก่อน รูปร่างหน้าตาครีบหางเหมือนสัตว์หิมพานต์ประเภทชลบาทในลวดลายไทย ผมว่าบรรพศิลปินของไทยคงได้ไอเดียจากนี้ไม่มากก็น้อย เพราะปลาหน้าตาโบราณนี้น่าจะมีมาตั้งแต่บรรพกาลแล้ว







ทะเลแถบนี้เต็มไปด้วยฟาร์มหอยแครง ศาลที่เห็นคือศาลเจ้าแม่ทับทิมซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ ชาวเรือให้ความเคารพนับถือมาก สาวพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารนี้บอกว่าจ้าวแม่ไม่ชอบให้หวยใคร แต่จะให้ลาภสำหรับคนทำมาหากินมากกว่า







แม้แต่ในทะเลรอบ ๆ ร้านอาหารยังมีหอยแครงให้งม ผมตะโกนขอซื้อเขาก็ขายแต่ของมให้เสร็จก่อน เพราะกว่าจะขึ้นกว่าจะลงลำบาก ก็เลยไม่ได้ซื้อ







สรุปราคาอาหารมื้อนั้นซึ่งเป็นอาหารทะเลทั้งหมด กินกันอิ่มแปร้ถ้าคิดเป็นเงินอังกฤษ ราคาไม่ถึง 20 ปอนด์ ราคานี้กินข้าวหน้าเป็ดที่ร้านโฟร์ซีซั่นเมืองลอนดอนได้แค่สองจาน







ก่อนกลับอย่าลืมซื้ออาหารให้ลิง เจ้าของร้านจะ ...คร่อบคุณที่อุดหนุน.... โปรดสังเกตุว่าร้านค้าแถวนี้ต้องปิดประตูตลอดเวลา กันเจ้าจ๋อมาหยิบของกินโดยไม่จ่ายสตางค์



 

จากสมุทรสงครามย้อนขึ้นไปตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ ในวันรุ่งชึ้น




เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ุปีที่แล้วผมกับครูดารินทร์ก็ได้มาช้อปที่ตลาดโรงเกลือแห่งนี้และได้เขียนลงในหัวข้อ จากเชียงใหม่ ไปโรงเกลือ ติดตามไปอ่านได้







ในครั้งนั้นผมกับครูดารินทร์เดินกันจนขาลากก็ยังไม่ทั่ว ร้อนก็ร้อนแถมยังต้องเดินวนเอาของไปเก็บในรถหลายเที่ยว คราวนี้จึงใช้เครื่องทุ่นแรงคือเช่ารถกอล์ฟขับ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้ม แถมยังไปได้ทั่วกว่า รวมทั้งใช้เป็นรถบรรทุกของได้ด้วย ค่าเช่าชั่วโมงละ 120 บาท เกินคิดนาทีละ 2 บาท แต่ถ้าเช่า 3 ชั่วโมง 250 บาท ผมว่าเช่า 3 ชั่วโมงคุ้มกว่า เพราะขาช้อปใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงอยู่แล้ว เผลอ ๆ เกิน 3 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป






ภาระกิจของผมที่ตลาดโรงเกลือครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก ทำหน้าที่โชเฟอร์รถกอล์ฟบริการคนของเราและญาติจากต่างแดนอย่างเดียว จึงไม่ค่อยได้ถ่ายภาพและเก็บตกเรื่องราวอะไรมากนัก






แต่ก็ยังเจอสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจคือสองภาพนี้ครับ ภาพของคุณตาคนหนึ่งกำลังเลือกชุดจีนสีแดงซึ่งเป็นชุดของเด็ก คงซื้อไปให้หลานหรือเหลนในวันตรุษจีนที่จะถึงนี้เป็นแน่






ผมเห็นสีหน้าและแววตาคุณตาดูมีความสุขมาก และคนขายก็ให้บริการอย่างเต็มอกเต็มใจ ผมดูภาพนี้แล้วรู้สึกอิ่มเอิบยังไงก็ไม่รู้ เอ๊ะ..หรือว่าใกล้จะถึงตาเราแล้ว...



 

 

ขอปิดท้ายทริปเรื่อยเปื่อยนี้ด้วยภาพครูดารินทร์กับขนมจีนน้ำยาจากตลาดสิงห์บุรี อาหารมื้อกลางวัน วันขับรถกลับเชียงใหม่ จังหวัดสิงห์บุรีได้ชื่อว่าเมืองปลาอยู่แล้ว ฉนั้น น้ำยาจึงเข้มข้น อร่อย นอกจากนี้ใครผ่านเมืองสิงห์อย่าลืมแวะซื้อปลาช่อนแดดเดียวในตลาดสดติดมือไปด้วย ปลาช่อนเนื้อหนา กิโลละ 150 บาท กิโลหนึ่งได้ตั้งสี่ตัว เอามาทอดแล้วราดด้วยเครื่องยำสมุนไพรอร่อยเด็ด




จบ ทริปเรื่อยเปื่อยวันปีใหม่ 2554 ด้วยระยะทาง 3200 ก.ม.นิด ๆ




 

 

แก้ไขล่าสุด ใน ม.ค.272012

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 310 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน