บ้านกรูด ตุลาคม 2553

ต.ค.152010

ทริป North to South ภาค 2 หลังจากจบ ภาค 1 เมื่อเมษายน ที่ผ่านมา ครั้งนี้ผมออกเดินทางวันที่ 10 ตุลาคม 2553 วันปิดเทอมกลางวันแรกของครูดารินทร์ ไปค้างคืนที่บ้านกรุงเทพก่อน 1 คืน ไม่ขับตรงรวดเดียวเหมือนเมื่อคราวที่แล้ว

http://watkadarin.com/index.php/2009-08-28-06-39-32/160-north-to-south-2010

 

สถานีรถไฟนครลำปางเป็นจุดแรกที่แวะหาอาหารเช้ารับประทาน หลังจากขับรถออกจากเชียงใหม่แต่เช้ามืด เพราะจำได้ว่าที่หน้าสถานีรถไฟ มีก๋วยจั้บ และน้ำชากาแฟโบราณ ปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้อร่อย ซึ่งเช้าวันนั้นประมาณหกโมงกว่า ก็มีลูกค้าอุดหนุนเต็มหน้าร้าน

 

 

อีกประการหนึ่งที่ผมแวะที่นี่ เพราะอยากมาแวะเยี่ยมเยือนรำลึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ  ของสถานีรถไฟที่ผมขึ้นเป็นครั้งแรกในชึวิต ตอนอยู่ชั้นประถม เมื่อปิดเทอมปลายเมื่อไหร่ คุณพ่อก็จะส่งลูก ๆ ไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่จังหวัดแพร่ เส้นทางพะเยา - แพร่ ปัจจุบันแค่ขับรถไม่ถึง 2 ช้่วโมงก็ถึงแล้ว แต่สมัยนั้นต้องนั่งรถโดยสารครึ่งค่อนวันมานอนค้างคืนที่ลำปางก่อน วันรุ่งขึ้นจึงนั่งไฟรถไปต่อไปแพร่อีกครึ่งวัน

 

 

ตัวอาคารสถานีรถไฟยังคงสภาพเดิม มีลวดลายแกะสลักไม้ที่ละเอียดสวยงาม และประตูโค้ง รวมทั้งสีน้ำตาล เหลือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์ของสถานีรถไฟทุกแห่ง

 

 

การโดยสารรถไฟมีหลายอย่างที่ทำให้ผมหลงใหลในเสน่ห์ของรถไฟ โดยเฉพาะเสน่ห์ของหัวรถจักร์ไอน้ำ ตอนเด็ก ๆ เมื่อนั่งมาถึงทางโค้งเมื่อไหร่ ผมชอบโผล่ออกไปดูขบวนรถที่ยาวต่อกันหลายตู้ และหัวรถจักร์ที่พ่นควันโขมงเสมอ ซึ่งมักจะถูกผู้ใหญ่ก็เตือนให้ระวังสะเก็ดถ่านที่เผาไหม้ไม่หมด ปลิวมาโดนหน้าตาและเสื้อผ้า ผมก็ไม่ค่อเชื่อทำให้เสื้อเป็นรูไปหลายตัว

แต่ปัจจุบันการรถไฟไม่ค่อยรักษาเสน่ห์ที่น่าประทับใจไว้เท่าไหร่นัก

 

 

ถึงอยุธยาบ่ายแก่ ๆ ผมแวะเข้าไปตามหาร้านอาหารร้านหนึ่งชื่อร้าน คูเหลาไก่รวน ซึ่งอ่านพบในหนังสือคู่สร้างคู่สม หลายเดือนมาแล้ว เพราะกะจะฝากท้องมื้อกลางวันและพักยาวที่นี่ ร้านนี้อยู่เลยแยกอำเภอนครหลวงไปทางอำเภอภาชีไม่ถึง 2 กม. เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกหน่อย

 

 

บรรยากาศแบบลูกทุ่งใต้ต้นไทรใหญ่ และต้นไม้ใหญ่โดยรอบ ร่มรื่น ตอนเข้าไปมีรถจอดเต็มลาน ทั้ง ๆ ที่อยู่ลึกลับพอสมควร มีลูกค้านั่งตามซุ้มหลังคามุงจากหลายซุ้ม ถ้ามาตอนเที่ยงคงแน่นเหมือนกัน

 

 

นั่งอยู่ภายในซุ้ม มองออกไปเห็นนาข้าวกำลังออกรวง ลมเย็นสดชื่น เกือบหนาวด้วยซ้ำ ได้กลิ่นไอที่เป็นธรรมชาติแท้ ๆ น่านำเบ็ดซักคันมานั่งตกปลาหมอ พร้อมกับฮัมเพลงที่มีเนื้อร้องว่า .."ฉันนั่งตกปลาอยู่ริ้มตลิ่ง.....". ของหม่อมถนัดศรี ฯ

 

 

รายการอาหารหนักไปทางอาหารป่า รสชาติแบบชาวบ้าน รสจัดจ้านถึงใจ กินแล้วตาสว่าง อาหารแนะนำของร้านนี้คือไก่รวน มีทั้งรวนน้ำปลา และรวนปลาร้า ใช้ไก่บ้าน ซึ่งผมว่าเนื้อเหนียวไปหน่อยนะ

 

 

เหลือบไปเห็นอังกะลุงแขวนอยู่เหนือเสาอันหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าคงเป็นพร็อพประดับฉากมั้ง ตอนหลังได้ยินเสียงเขย่าจากซุ้มโน้น ซุุ้มนี้ รับกันไปมา แล้วเห็นพนักงานเสิร์ฟวิ่งเข้าไปตามเสียง อ๋อ ที่แท้มีไว้เขย่าเรียกพนักงานเสิร์ฟนี่เอง

 

 

วันรุ่งขึ้น 11 ต.ค. 53 ได้เวลาออกเดินทางต่อไปบ้านกรูดเสียที ผมเลือกใช้เส้นทางลัดชะอำ ตรงแยกซ้ายไปคลองโคน เลยสมุทรสงครามมาหน่อย แต่ก่อนมาถึงตรงนี้ ไม่ลืมแวะตลาดรถไฟแม่กลอง เพื่อซื้อของทะเลสด ๆ  ได้ปูม้า ปลาหมึก ปลากะพง หอยแมลงภู่ ที่นั่น กะเอาไปนึ่ง ย่าง เผา ริมทะเล ไม่ง้อร้านอาหารซีฟู้ด

 

 

ที่ตลาดรถไฟวันนั้นเจอขบวนรถไฟกำลังออกจากสถานีพอดี พ่อค้าแม่ค้าต่างลากสินค้าจากทางรถไฟหลบเข้าข้างทาง และเมื่อรถไฟผ่านไปแล้วก็ลากกลับมาอีก อันเป็นกิจกรรมหลักประจำวัน ซึ่งกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นจุดขายที่สำคัญจุดหนึ่งของที่นี่ เห็นหัวหน้ากรุ้ปทัวร์เรียกลูกทัวร์ฝรั่ง มารวมกลุ่มรอถ่ายภาพกิจกรรมนี้ เสียดายผมไม่ได้เอากล้องติดตัวลงไปเลยไม่ได้ถ่ายภาพมา

 

 

เส้นทางนี้ตัดผ่านป่าชายเลน เลาะชายทะเล เป็นถนนลาดยางสองเลน เพิ่งเสร็จไม่นานมานี้ แต่ตอนนี้หลายจุดเริ่มชำรุดแล้ว

 

 

สะพานข้ามอ่าวบางตะบูน แหล่งหอยแครงลือชื่อ ผมแวะมากินและซื้อติดมือไปหลายครั้งแล้ว

 

 

จากบนสะพานมองออกไปจะเห็นฟาร์มหอยแครงสุดลูกหูลูกตา ฟาร์มเหล่านี้ต้องมี่การจ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐ

 

 

แต่ละเจ้าของมีการแบ่งเขตแดนของใครของมัน ฉนั้น จึงต้องมีการเฝ้ายามกันตลอดเวลา

 

 

คุณลุงชาวบางตะบูนคนนี้ได้ให้ความรู้เรื่องฟาร์มหอยแครงแถวนี้เยอะแยะเลย  เป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เสียดายไม่ได้อัดเทปหรือจดบันทึกไว้ในทันที จะหวังพึ่งความจำอย่างเดียวไปไม่รอดแล้ว เพราะตอนนี้มีอยู่กะร่อยกะริบเหลือเกิน

 

 

เข้าสู่อำเภอบ้านแหลม จะเห็นตึกสร้างเป็นกล่องทึบสูงหลายหลัง เหมือนกับที่อำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช ตึกนี้ต้องเป็นคอนโดของนกนางแอ่นเป็นแน่แท้

 

 

แสดงว่านกนางแอ่นคงอพยพมาอาศัยอยู่กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สร้างรายได้ให้แก่เจ้าของตึกอย่างเป็นกอบเป็นกำ คุ้มกับการสร้างคอนโดให้อยู่ คอนโดหลังนี้เป็นแถวยาวแต่ละช่องมีหมายเลขกำกับ ดูตัวเลขฝั่งนี้แล้วเกือบร้อยห้อง สงสัยป้องกันไม่ให้น้องนกเข้าห้องผิด เดื๋ยวเป็นปากเสียงทะเลาะตบตีกัน เป็นการเปลืองน้ำลายนกโดยใช่เหตุ อันจะส่งผลถึงน้ำลายที่จะนำมาสร้างรังลดน้อยลง...มั้ง

 

 

 

คอนโดนกหลังนี้ยังกะตึกมาบุญครอง ที่เห็นเป็นแถวข้างล่างนั้นคือ แผงตากปลา วางตากกันเรียงรายตามข้างถนน

 

 

ตอนแรกนึกว่าเป็นปลาหมึก เข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วไม่ใช่

 

 

เป็นปลาตัวเท่าฝ่ามือเด็ก บางแผงเป็นปลาเรียงเอาหางชนกันเป็นวงกลม เป็นปลาวงที่เรานำมาทอดกิน

 

 

เส้นทางออกจากอำเภอบ้านแหลมไปหาดเจ้าสำราญ ปรับปรุงเสร็จใหม่ ๆ มีทางจักรยานสองข้าง และมีจุดชมวิวเป็นระยะ ด้านซ้ายเป็นด้านออกทะเล ด้านขวาเป็นด้านตัวเมืองเพชรบุรี

 

 

ถนนเส้นนี้น่าจะทำหน้าที่เป็นพนังกั้นน้ำไปในตัว เพราะเห็นมีประตูน้ำและเครื่องสูบน้ำเป็นช่วง ๆ กำลังสูบน้ำจากฝั่งตัวเมืองออกสู่ทะเลตลอดเวลา

 

 

ทิวทัศน์สองข้างทางคือนาเกลืออันเวิ้งว้าง

 

 

ถ้าไม่เร่งรีบ เวลาลงใต้ผมชอบขับรถกินลมชมวิว ผ่านเส้นทางนี้มากกว่าไปทางปากท่อ เขาย้อย เพชรบุรี ซึ่งผ่านแต่ละช่วงเวลา ทิวทัศน์จะไม่เหมือนกัน

 

 

อย่างภาพนี้ผมถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 นาเกลือจะเต็มไปด้วยกองเกลือที่พร้อมขนส่งออกสู่ตลาด

 

 

มีชีวิตชีวา แตกต่างจากภาพความเวิ้งว้างเห็นน้ำกับฟ้านิ่ง ๆ ที่ปรากฎในเดือนนี้

 

 

ถึงแล้วบ้านกรูด จากถนนเพชรเกษมระหว่าง กม. ที่ 382 - 383 แยกซ้ายเข้าไปอีก 9 กม.

 

 

เมื่อข้ามทางรถไฟไปหน่อยเป็นสามแยก ก็จะเจอกับมหกรรมป้ายบอกทางขวางหน้าอยู่ ใครไปรีสอร์ตไหน เลือกกันเองนะคุณ

 

 

นอกจากป้ายหลักดังกล่าวแล้ว ติด ๆ กัน ก็ยังมีป้ายเล็กป้ายน้อยอีกเพียบ ถ้าไปไม่ถูกไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

 

 

สุดทางที่ชายหาดเป็นสามแยก คงกลัวนักท่องเที่ยวไม่รู้จะไปซ้ายหรือขวาดี จึงแถมมินิมหกรรมป้ายอีกพอหอมปากหอมคอ

....อบต. หรือเทศบาล น่าจะลงมากระชับพื้นที่..เอ้ยไม่ใช่...ลงมาจัดระเบียบซะหน่อยคงสวยงามขึ้นอีกแยะนะ...

 

 

ผมพักที่เรือนทะเลรีสอร์ต เพราะมาพักเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ติดใจในทำเลซึ่งเป็นรีสอร์ตไม่กี่แห่งของหาดบ้านกรูด ที่อยู่ติดทะเลโดยไม่มีถนนคั่น เป็นรีสอร์ตเล็ก ๆ บรรยากาศเป็นกันเอง ที่สำคัญคือสามารถถอยรถไปเทียบขนของลงถึงหน้าบันไดทีเดียว ผมกับครูดารินทร์ชอบเพราะมีสัมภาระเยอะ โดยเป็นสัมภาระที่เกี่ยวข้องกับการกินเป็นส่วนใหญ่ อย่างคราวนี้นอกจากอุปกรณ์เกี่ยวกับอาหารแล้ว ครูดารินทร์ขนไปแม้กระทั่งเครื่องต้มกาแฟเอ็สเพรสโซ่

 

 

ส่วนอุปกรณ์สำหรับทะเลเผานั้นไม่ต้อง เพราะรีสอร์ตมีเตาย่างไว้ให้หลายเตา ซึ่งผมหมายตาไว้ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ผมจองเรือนพักหลังแรกริมทะเล ที่จริงจะว่าผมเหมาทั้งรึสอร์ตก็คงได้ เพราะในวันนั้นทั้งรีสอร์ต มีผมกับครูดารินทร์เพียงสองเราเท่านั้น

 

 

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะช่วงโลว์หรือกรีนซีซั่นอย่างนี้ ประกอบกับกรมอุตุ ฯ ประกาศทุกเช้า กลางวัน เย็น ว่า ระยะนี้มีฝนตกทั่วทุกภาค ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ทะเลมีคลื่นสูงสองเมตร เรือเล็กห้ามออกจากฝั่ง คงไม่มีใครบ้า ขับรถเล็กออกจากฝั่งมาเที่ยวทะเลกันเท่าไหร่หรอก

 

 

ฉนั้น บรรยากาศจึงเงียบสงบ ตรงกับคอนเซ็ปที่ตั้งไว้ ผมกับครูดารินทร์ตั้งเป้าไว้ว่าจะพัก นั่งกิน นอนกิน ที่นี่สองคืน หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่

 

 

ตอนนี้มาชมบรรยากาศของชายหาดบ้านกรูดในวันครึ้มฟ้าครึ้มฝนกัน ภูเขาที่อยู่ตอนเหนือสุดของหาดบ้านกรูดนี้คือเขาธงชัย

 

 

บนเขาเป็นที่ประดิษฐานของพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ และพระพุทธกิติสิริชัย

 

 

ทะเลที่เงียบสงบ บรรกาศขมุกขมัวแทบไม่เห็นเส้นขอบฟ้า บางขณะน้ำกับฟ้าขาวเวอร์เป็นผืนเดียวกันเลย ด้วยทัศนวิสัยแบบนี้ ทำให้ภาพถ่ายเกือบทั้งหมดของทริปนี้ค่อนข้างจะมัวซัว ไม่สดใสเอาเสียเลย

 

มาดูชีวิตของ Sea Dog หรือสุนัขทะเลกันบ้าง สุนัขทะเลจะมีประจำการอยู่ทุกแห่งที่มีชายทะเล เนื่องจากช่วงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ทำให้สุนัขหลายตัวผอมโซจนเห็นกระดูกซี่โครง น่าสงสาร

 

 

เห็นภาพนี้แล้วนึกถึงใบปิดหนังเรื่อง Chariots of Fire พร้อมกับแว่วเสียงเพลง Theme ของหนังขึ้นมาทันที "...แต่ง..แตง..แตง..แต้ง..แตง....."

 

 

นี่ไงครับ

 

 

คำพังเพย "ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้" คงนำมาใช้กับที่นี่ไม่ได้

 

 

ยังหันหน้ามามองอีก

 

 

จึงเอาอย่างซะเลย

 

 

ไหน ๆ ก็พูดถึงสุนัขที่มีอยู่ชุกชุมแถวชายหาดซึ่งผมสังเกตุว่า เดี๋ยวนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ  จึงขอบ่นตามประสาคนแก่หน่อยว่า ถ้าไม่มีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง ปล่อยไปแบบนี้ มันน่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนควบคุมลำบาก เท่าที่คุยกับเจ้าของรีสอร์ตได้ความว่า สุนัขเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเจ้าของ ถ้าเรียกตามภาษาราชการก็คือสุนัขจรจัด มาอยู่เองบ้าง มีคนเอามาปล่อยบ้าง ก็ไม่รู้จะทำยังไง ลูกค้าบางคนก็ชอบ บางคนก็รังเกียจ ที่เป็นปัญหาสำคัญคือ มันชอบคุ้ยถังขยะ

 

 

สนัขชายหาดใช่ว่าจะน่ารักเสียทุกตัว บางตัวก็มีปัญหาด้านสุขภาพ อย่างตัวนี้ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ครูดารินทร์เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ แอบเอายาปฏิชีวนะยัดใส้ขนมปังให้กินสองสามมื้อ ซึ่งก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

 

 

สุนัขเหล่านี้ยังชีพด้วยเศษอาหารจากรีสอร์ตบ้าง นักท่องเที่ยวบ้าง เวลาไปนั่งที่ไหนมันจะตรงเข้ามาป้วนเปี้ยนทำหน้าตาน่าสงสารทันที บางตัวผ่านการอบรมมาแล้ว ก็จะเอาคางมาพาดหัวเข่าทำตาปรอย หรือไม่ก็ก็นั่งพับเพียบเรียบร้อยยกขาหน้ามาสะกิดเบา ๆ  มันรู้ว่าเดี๋ยวต้องได้กินของอร่อยแน่ ๆ ถ้าเจอนักท่องเที่ยวที่รักสุนัขก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ชอบแล้วก็คงรำคาญแน่ ขนาดผมกับครูดารินทร์จัดอยู่ในประเภทแรก ยังรู้สึกว่าบางครั้งมันก็มากไปจนน่ารำคาญเหมือนกัน

 

 

สุนัขจรจัดเหล่านั้นคงนึกอิจฉาสุนัขที่มีเจ้าของอย่างเจ้าสองตัวนี้ สุขภาพดีอ้วนท้วน สมบูรณ์ สะอาดเอี่ยมกันทั้งบ้านทั้งสุนัข บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ตรงสามแยกหน้าหาดบ้านกรูด น่าจะเป็นอาคารพาณิชย์รุ่นแรก ๆ ของชายหาดนี่

 

 

ผมเห็นบ้านเก่าบ้านแก่ในชุมชนที่ไหน มักจะแวะถ่ายภาพเสมอ เพราะมันสะท้อนให้เห็นภาพชีวิต และอะไรหลายอย่างในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี บ้านหลังนี้อยู่หน้าสถานีรถไฟบ้านกรูด

 

 

พักฟังเพลง Theme ของหนัง Chariots of Fire และเพลง Dites Moi จาก South Pacific
ประกอบภาพชีวิตเด็ก ๆ บนชายหาดบ้านกรูด หลังฝนหยุดตกใหม่ ๆ

http://www.youtube.com/watch?v=IkWDOH_j7nY

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.

 

 

ต่อวันที่ 2 ที่นี่ครับ

"รอยยิ้มที่ตลาดบ้านกรูด"

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน พ.ค.052011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1414 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน