ระนอง ฝน 8 แดด 4

ต.ค.292010

เป็นตอนต่อของ

น้ำฝนเจิ่งนองที่ระนอง


ดังที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่าฝนตกอย่างนี้ได้ตัดโปรแกรมเกาะพยามทิ้งไปแล้ว วันนี้ 14 ตุลาคม 2553 จึงปรับแผนใหม่ เพราะคิดว่าไปที่ไหนก็คงเจอแต่ฝน ขับรถไม่สนุก อันตรายด้วย เปลี่ยนเป็นขับรถชะโงกทัวร์ในตัวเมืองระนอง แล้วกลับกรุงเทพโดยแวะตามรายทางเรื่อย ๆ เพราะขามาไม่มีโอกาสได้แวะ ค่ำตรงไหนก็นอนค้างที่นั่น  ถึงช่วงแดด 4 เมื่อไหร่ค่อยกลับมาเยือนระนองอีกครั้งดีกว่า




หลังจากชโงกทัวร์และซื้อเมล็ดกาหยูหรือมะม่วงหิมพานต์ ของทะเลแห้งกับของฝากอื่น ๆ ในตลาดแล้ว เนื่องจากเช้านี้โชคดีฝนหยุดตก ก่อนกลับจึงแวะบ่อน้ำร้อนรักษะวารินก่อน เดี๋ยวจะไม่ถึงระนอง




บรรยากาศร่มรื่น บ่อน้ำร้อนรักษะวารินนี้ไม่มีกลิ่นกำมะถันฉุนเข้าจมูก เหมือนกับบ่อน้ำร้อนสันกำแพง และบ่อน้ำร้อนฝาง เชียงใหม่




บริเวณแช่น้ำแร่ เสียดายถ้ามีเวลาอยากจะลงแช่เหมือนกัน เช้า ๆ ไม่ค่อยมีคนด้วย




เสื้อยืดที่ระลึกสกรีนข้อความเกี่ยวกับจังหวัดระนอง ผมชอบไอเดียมีหลากหลายดี ขายที่ร้าน ..8.4.. ตรงรถเมล์สีชมพูกับตู้ไปรษณีย์ข้างบน




เจอแล้ว น้ำแร่ที่นอนแช่ในโรงแรมเมื่อคืนนี้ขนไปจากที่นี่เอง




ที่ระนองนี้ทราบว่านอกจากเมล็ดกาหยูแล้ว ยังมีชื่อด้านเมล็ดกาแฟสดอีกด้วย แต่ผมหาซื้อทั่วตลาดก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีใครรู้ โชคดีไปเจอคนหนึ่งสงสัยเป็นคอกาแฟ บอกว่ามีขายที่ร้านคุ้นลิ้น บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ร้านนี้ครับ ก.ก.ละห้าร้อยกว่าบาท เจ้าของบอกว่าเป็นต้นตำหรับกาแฟสดของระนองแท้ ๆ  ผมซื้อมาชงดูแล้วรสชาติหอมเข้มข้นดี ออกจะเข้มกว่ากาแฟสดทางภาคเหนือนิดหนึ่ง และรู้สึกว่ามีกลิ่นหอมพิเศษแตกต่างด้วย




เส้นทางระนอง - ชุมพร แม้จะเป็นถนนสองเลนและมีถึง 494 โค้ง แต่ถ้าไม่เจอฝนแบบวันนี้ก็ขับชิว ๆ สบาย ๆ ผมว่าทางโค้งของถนนเส้นนี้เสียวน้อยกว่าทางโค้งแถวภาคเหนือ เพราะโค้งที่โน่นซ้ายก็เหวขวาก็ภูเขา




แวะจุดแรกที่น้ำตกปุญญบาล เป็นน้ำตกที่อยู่ริมถนนเพชรเกษม เมื่อวานขับรถผ่าน มองแว้บ ๆ ฝ่าสายฝนก็ยังเห็นได้ชัด 




น้ำตกริมถนนประเภทจอดรถปุ๊บถึงตัวน้ำตกเลยนี้หายากนะ ส่วนใหญ่จอดรถแล้วจะต้องเดินเข้าไปอีกหลายกิโลแม้ว ถ้าเป็นสมัยหนุ่ม ๆ ละพอไหว แต่ตอนนี้ถ้าเจออย่างนั้น สวยสุดยอดยังไงก็ขอบายละครับ




ขอลอกการบ้านข้อมูลน้ำตกปุญญบาลที่ต่างลอกต่อ ๆ กันมา ดังนี้ ...น้ำตกปุญญบาล หรือน้ำตกเส็ดตะกวาด ในเขตตำบลบางนอน อยู่ติดกับถนนเพชรเกษมสายเก่า บริเวณกิโลเมตรที่ 598 ก่อนถึงตัวเมืองระนอง ๑๕ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากป่าละอุ่นและป่าราชกรูด เป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่มีหลายชั้น มองเห็นจากริมถนนสูงราว 15 เมตร ริมน้ำตกมีศาลาที่พักและร้านอาหาร....




ผมยืนทำท่านี้เพราะบรรยากาศเย็นสดชื่นจริง ๆ ทำให้นึกถึงโฆษณาลูกอมยี่ห้อหนึ่งนานมาแล้ว นักแสดงยืนอยู่หน้าน้ำตก พออมลูกอมแล้วทำท่าเย็นซ่าสดชื่นแบบนี้




ระหว่างทางก่อนถึงอำเภอกระบุรี สองข้างทางมีเพิงขายของเป็นระยะ ๆ ขายอะไร...? เห็นเป็นกองดำ ๆ




จอดรถไปดูปรากฎว่าขายปูทะเลสด คนขายบอกว่ามาจากทะเลที่อยู่ด้านหลังนี้เอง  เวลาขับรถจากระนองตามเส้นทางนี้ก่อนถึงอำเภอกระบุรี ถ้าสังเกตุด้านซ้ายให้ดี จะมองเห็นทะลเป็นช่วง ๆ




ราคาปูทะเลตัวเป็น ๆ ที่วางขายนี้ ถ้ารู้แล้วจะตกใจ เริ่มจาก ก.ก.ละ 150 บาทขึ้นไป ตัวโตสุดไม่เกิน 200 บาท ราคานี้ไม่ตกใจยังไงไหวลองไปถามราคาปูทะเลสดตามท้องตลาดทั่วไปดูสิ ยิ่งตามร้านอาหารไม่ต้องพูดถึง แล้วถามว่าคุณภาพเชื่อถือใช้ได้ไหม ? ครูดารินทร์ซื้อมานึ่ง มาผัดพริกไทยดำ มาผัดผงกะหรี่ ที่เหลือแกะเฉพาะเนื้อแช่แข็งเอาไว้ทำข้าวผัดปู ขอตอบว่าถ้าเหมาหมดได้ เหมามาแล้ว ปูทะเลเห็นตัวดำ ๆ อย่างนี้ เวลานึ่งสุกแล้วจะกลายเป็นสีแดงอมส้มสวยมาก




นอกจากปูทะเลแล้วยังมีหอยนางรมตัวโตยังไม่ได้แกะ ขายเป็นกอง ๆ ละ 7 - 8 ตัว ราคา 80 บาท อยากซื้อเหมือนกัน เพราะไปกินที่ปากน้ำสุราษฎร์ ฯ ตัวละเกือบครึ่งร้อย แต่เคยเห็นกรรมวิธีการแกะแล้วกว่าจะได้กิน ไม่เอาดีกว่า




และยังมีหอยตลับ หอยแมลงภู่ราคาถูกกว่าท้องตลาดกว่าครึ่ง หอยแมลงภู่ที่นี่ ขนาดซื้อมาทิ้งไว้ตั้งคืนกับอีกวัน เอามานึ่งเนื้อยังสด แน่น แม้ตัวไม่โตนัก




มุมมองจากริมถนน โน่นไง...ทะเล ที่เห็นเห็นขาว ๆ โผล่ระหว่างภูเขาสองลูก




ถึงแยกอำเภอกระบุรี มีหอนาฬิกาขนาดเล็กน่ารัก เป็นสัญลักษณ์




เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองผ่านตลาดห้องแถวไม้เก่าแก่ เพื่อไปสุดแดนไทยด้านอันดามันอีกประมาณ 1 ก.ม.




ถนนวิ่งไปสิ้นสุดที่แม่น้ำกระบุรีกั้นเขตแดนไทย - พม่า ฝั่งโน้นคือประเทศพม่า บนเนินเขามีเจดีย์แบบพม่าประดิษฐานอยู่ (ผมไม่ถนัดคำว่า เมียนม่า เวลาได้ยินผู้อ่านข่าวกีฬาในทีวี พูดถึงนักกีฬาประเทศเมียนม่าทีไร ผมฟังดูแล้วตะขิดตะขวางพิลึก เพราะเป็นคนโบราณ คุ้นกับคำว่า พม่า มาแต่ดั้งเด็ก ฉนั้นตรงนี้จึงขอใช้ พม่า ไปตลอด)





บนฝั่งไทยมีเต่ากระสีทองตำนานเมืองกระ หมอบเหงาตากฝนอยู่หน้าแผนที่




ขวามือ มีป้ายตำนานเมืองกระตั้งอยู่ ตัวหนังสือสีน้ำเงิน พื้นสีเข้มอ่านยาก นี่ขนาดใช้โฟโต้ช้อปช่วยเต็มที่แล้วนะ พยายามอ่านหน่อยก็แล้วกัน





กลัวเต่าเหงาจึงเข้าไปยืนเป็นเพื่อน เต่าจะได้ชีวิตชีวาหน่อย




จากกระบุรี ขับรถขึ้นมาอิกสิบกว่านาทีก็ถึงคอคอดกระ




คอคอดกระ ส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู ที่แห่งนี้ก็มีเรื่องราวกล่าวขานมานานเหมือนกัน ผมได้ยินคำว่า "ขุดคอคอดกระ" มาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อก่อนสงสัยว่าทำไม "คอคอด" จึงต้องมี "กระ" ต่อท้ายด้วย




ตำนานคอคอดกระ อ่านเอาเองก็แล้วกัน ตัวหนังสือทองบนพื้นดำอ่านง่ายหน่อย




ตรงนี้อยู่ห่างจากพม่าแค่หนึ่งร้อยเมตร




แต่มีแม่น้ำกระบุรีกั้นอยู่




นักศึกษากลุ่มนี้วานให้ผมถ่ายรูปหมู่ให้ พอเห็นโลโก้ราชมงคลท้ายรถผม ก็แนะนำตัวว่า เขาก็ราชมงคลเหมือนกัน แต่เรียนอยู่แถวนนทบุรี หัวหน้ากลุ่มเป็นเด็กชุมพร เพื่อนฝูงจากกรุงเทพมาเที่ยวตอนปิดเทอม เลยพากันขับรถปิ้คอัพมาเที่ยวถึงนี่ ลืมถามว่าจะไปเที่ยนที่ไหนต่อ

ที่ผมบรรยายภาพนี้นี้เสียยาวเพราะคิดถึงช่วงวัยนี้ของผมหรือของใคร ๆ หลายคน  พอปิดเทอมทีก็รวมกลุ่มกันไปหาเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ สนุกสนานเฮฮา เหมือนนักศึกษากลุ่มนี้ วัยนี้ช่างเป็นวัยที่มีความสดใสน่าอิจฉาจริง ๆ




วันนี้โชคดีจริง ๆ ที่ไม่เจอฝนตกหนักเหมือนเมื่อวาน มีตกปรอย ๆ บ้างเป็นบางช่วง แต่ก็ดีทำให้ไม่ร้อน แวะเที่ยวสบาย




ออกจากระนองมา 70 ก.ม. ถึงอำเภอทับหลี แหล่งชาละเปามีชื่อ




ก่อนถึงชุมพร 52 ก.ม.

ยุคสมัยอิ้งค์เจ็ทระบาดทั่วเมืองไทยขณะนี้ จะเห็นว่าป้ายทุกชนิดตั้งแต่คัทเอ้าท์ใหญ่ ลงมาถึงป้ายเล็กป้ายน้อย  ต่างพิมพ์ด้วยอิ้งค์เจ็ทสอดสีสวยงามหมด ไม่เว้นแม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยว ลาบ ส้มตำ ไก่ย่าง ตามข้างถนน ไม่มีแล้วแบบเขียนด้วยมือ ถ้ามองในแง่ความสวยงามแล้ว ก็สวยดูดีอยู่หรอก แต่ผมว่ามันขาดเสน่ห์ ขาดการเป็นตัวตนแท้จริงของร้านนั้น ต่างจากการเขียนดิบ ๆ ด้วยมือ ขอยกตัวอย่างซัก 2 ป้าย ดังนี้




ป้ายนี้อยู่ที่อีสาน เห็นไหมครับ ข้อความ การสะกด ขนาด แบบตัวอักษร การจัดวางตำแหน่ง มันสะท้อนบุคลิคของผลิตภัณฑ์และร้านค้าได้เป็นอย่างดี




ร้านขายของทะเลที่จันทบุรี สื่อความหมายง่าย ๆ ดูแล้วเป็นสินค้าสด ๆ ของชาวบ้านจริง ๆ




ก่อนถึงอำเภอทับหลียาวเป็นกิโลมั้ง จะเห็นร้านขายซาละเปา เรียงเป็นตับทั้งสองฝั่งถนนจนถึงตัวเมือง และแน่นอนป้ายที่แปะหน้าร้านเกือบทั้งหมดพิมพ์ด้วยอิ้งค์เจ็ท ดูคล้าย ๆ กันหมด ผมว่าน่าจะมีบางร้านสะท้อนความเป็น "เจ้าเก่า" โดยการเขียนด้วยมือแบบดั้งเดิม ไม่สวยไม่เป็นไร เป็นการสร้างความแตกต่าง




เมื่อก่อนนี้เวลาผมแวะซื้อสินค้าข้างทาง ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ตั้งเรียงรายกันหลายร้าน ไม่รู้จะเลือกร้านไหน ผมใช้วิธีเลือกที่หน้าตาของสินค้า หน้าตาของร้าน ที่สำคัญหน้าตาคนขาย แต่ปัจจุบันวิธีนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะประเด็นที่ว่าจะคล้ายกันไปหมด ไม่เชื่อไปดูหน้าตาของแม่ค้าสาวขายไวน์เส้นทางกลับจากแม่สายดูซิ เลือกไม่ถูกซักร้าน ผมเคยลองเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ชลอรถเลาะข้างทางไปเรื่อย ๆ คราวนี้ละเป็นเรื่อง แม่ค้าสาวสวยทุกร้านต่างออกมายิ้มหวานโบกไม้โบกมือเชื้อเชิญกันใหญ่ ใครจะลองทำดูก็ได้ แต่อย่าทำดีกว่า ไม่ดีหรอก บาปเปล่า ๆ



ตอนนี้ผมเลยเปลี่ยนใหม่ ใช้วิธีที่ผมตั้งชื่อเองว่ารถเซียรูเล็ต คือพอใกล้จะถึงร้านค้าหัวแถว ดูถนนว่าว่างทั้งหน้าหลังแล้ว ผมจะชลอรถแอบข้างทางถอนคันเร่งปล่อยให้รถไหลไปเอง ผ่านแต่ละร้านไปเรื่อย แต่ยังไม่เปิดไฟเลี้ยวซ้าย กลัวบาป รถไหลไปหยุดตรงไหนก็ซื้อร้านนั้น บวกลบนิดหน่อย




ที่ทับหลี  รถหลี..เอ้ย..รถไหลมาหยุดตรงร้านนี้พอดี......เห็นไหมครับ..รถเซียรูเล็ตรถของผมได้ผล...

ตอนที่ผมขับผ่านทับหลีเมื่อวานนี้ ผมเห็นซึ้งขายซาละเปาขัดซะแวววาวซ้อนกันหลายชั้น เรียงรายอยู่ในร้านสองฝั่งถนน ตั้งแต่ก่อนเข้าตัวเมืองไปจนเลยตัวเมืองออกไปยังไม่หมด บวกลบคูณหารแล้ว ถ้ามีซาละเปาเต็มอยู่ทุกชั้น ทุกซึ้งแล้ว จะมีซาละเปาจำนวนมหาศาลแค่ใหน ลูกค้ามีมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ..? แต่ถ้าขายไม่หมดละจะทำอย่างไรกับซาละเปาเหล่านั้น...?




วันนี้จึงได้รับคำตอบ...แม่ค้าสาวผมยาวคนนี้เฉลยว่า ซึ้งส่วนใหญ่ไม่มีซาละเปาหรอก ตั้งโชว์เป็นพร้อพประกอบฉากเฉย ๆ  แต่ละร้านมีซึ้งที่มีซาละเปาอยู่ข้างใน 1 - 2 ซึ้งเท่านั้น  กะพอขายหมดในหนึ่งวัน อย่างร้านนี้เหลือซาละเปาเท่าที่เห็นในภาพบนแค่นั้น ซาละเปาทับหลีมีหลายใส้  ครูดารินทร์ซื้อมาทุกใส้ ราคาลูกละ 5 บาท ซาละเปาทับหลี ขาว เนื้อแป้งเนียนนุ่ม ใส้แน่น และอร่อยทุกใส้




อำเภอทับหลี นอกจากจะมีซาละเปาอร่อยแล้ว ผมยังสังเกตุว่ายังมีอาคารไม้เก่าแก่ สภาพดีหลงเหลืออยู่หลายหลัง




อย่างหลังนี้สภาพเกือบเดิม ๆ  เปลี่ยนแต่กระเบื้องมุงหลังคา และเสาด้านหน้า พื้นชั้นบนยื่นออกมาเป็นเหมือนหลังคาคลุมทางเดินข้างล่าง เช่นเดียวกับอาคารทางภาคใต้ในยุคเดียวกัน ตัวบ้านทาสีย้อมไม้สีเข้ม จุดประสงค์เดิมคงเปิดเป็นร้านค้า และคงขายสินค้ามีค่าด้วย เพราะประตูด้านหน้ามีถึงสองชั้น ด้านในทึบ ด้านนอกเป็นลูกกรงเหล็กโปร่ง




ประตูลูกกรงเหล็กถูกคล้องจากด้านใน ผมมองลอดลูกกรงเข้าไป เจอสุภาพสตรีสูงอายุหน้าตาใจดีสองท่านนั่งเก้าอี้โยกคุยกันอยู่ด้านซ้ายมือ ผมขออนุญาตถ่ายรูปภายในบ้าน ท่านยังเชิญนั่ง ผมขอตัวเพราะไม่มีเวลา




ผมไม่กล้าซักถามอะไรมากนอกจากอายุของบ้าน ได้คำตอบว่าบ้านหลังนี้มีอายุกว่า 80 ปีแล้ว พื้นบ้านเป็นพื้นซีเมนต์ขัดมันธรรมดา แต่ผ่านการใช้งานมานานจึงมันวับ ตู้โชว์ก็น่าจะมีอายุพอกับบ้าน รวมทั้งเครื่องแก้วที่อยู่ในตู้ด้วย ส่วนเกัาอี้ทั้งหมดเป็นของใหม่แน่นอน แต่โต๊ะหินอ่อนกลมเป็นของเก่า ซึ่งโต๊ะกลมพื้นหินอ่อนแบบนี้ จะต้องมีเก้าอี้ไม้ที่เข้าชุดกัน เรียกว่าเก้าอี้เช็คโก นิยมใช้ตามร้านกาแฟคนจีนสมัยก่อน




บานหน้าต่างชั้นบนด้านหน้าช่องกลาง ยาวจรดพื้นแบ่งออกเป็นสองตอน ถ้าเปิดหมดทุกบานคงโล่งเหมือนกับประตูชั้นล่าง




นี่เป็นอีกหลังหนึ่ง รูปทรงโดยรวมคล้ายกับบ้านหลังแรก แต่หลังคาเป็นแบบปั้นหยา พอเข้าไปถ่ายรูป มีน้องหมาตัวนี้เห่าต้อนรับ ทำให้ไม่กล้าเข้าไปถ่ายใกล้ ๆ ได้แต่ซูมถ่ายอยู่ห่าง ๆ




สภาพบ้านหลังนี้ทรุดโทรมกว่าบ้านหลังแรก แต่เสาด้านหน้ายังเป็นไม้ของเดิมอยู่ ประตูด้านหน้ามีชั้นเดียว จุดประสงค์คงเป็นอาคารพานิชย์เช่นเดียวกัน สังเกตุหน้าต่างชั้นบนช่วงกลาง นิยมออกแบบให้เปิดโล่งได้เช่นเดียวกัน




อาคารในยุคก่อนออกแบบโดยไม่ง้อเครื่องปรับอากาศ เพราะมีช่องระบายอากาศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเหนือประตู หน้าต่าง แม้หน้าต่างแต่ละบานยังตีเกล็ดโปร่งอีกด้วย




ช่องระบายอากาศเหนือประตูตกแต่งด้วยไม้ฉลุ หลังนี้สูญหายไปหลายซี่แล้ว ถึงแม้บ้านหลังนี้จะเก่ากว่า แต่ผู้อยู่อาศัยในบ้านอายุน้อยกว่าบ้านหลังแรก.... มิน่าสุนัขดุ




ก่อนถึงแยกปฐมพร ชุมพร สัก 2 - 3 ก.ม. จะมีเรือนขายกล้าไม้ประเภทไม้รับประทานหรือไม้แดก ไม่ใช่ไม้ดอกหลายร้าน ผมอยากได้พันธ์ไม้แปลก ๆ ที่ทางเหนือไม่ค่อยมีไปทดลองปลูกที่เชียงใหม่ ถ้าออกช่อ ออกผลก็ถือเป็นผลพลอยได้ แวะสอบถามราคาแล้วปรากฎว่าถูกกว่าที่ขายริมถนนเพชรเกษมด้านนอกมาก

เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ผมเสียค่าโง่ซื้อต้นสะตอที่โน่นไปสองต้น ๆ ละ 50  บาท  ที่นี่ขนาดต้นโตกว่าด้วยขายแค่ 10 บาท ครั้งนี้จึงซื้อสะตอไปอีก 5 ต้น ต้นไม้ทั้งหมดที่นี่ส่วนใหญ่ราคาต้นละ 10 สูงสุดไม่เกิน 15 บาท นอกจากสะตอแล้วผมได้ ต้นผักหวาน ชะมวง ส้มแป้น ใบมันปู และต้นธัมมังซึ่งคนขายบอกว่า ใบมีกลิ่นหอมเหมือนแมงดาจิ้มน้ำพริกอร่อย ขนใส่เต็มท้ายรถ




ฉนั้นถ้าใครต้องการซื้อต้นไม้ประเภทนี้ให้เข้ามาซื้อแถวนี้ดีกว่าซื้อข้างนอก หากขับมาจากหลังสวนเลี้ยวซ้ายที่แยกปฐมพรไปทางระนอง 2 - 3 ก.ม. เลยค่ายทหารไปหน่อยเดียว



หลังจากขับสบาย ๆ ปลอดฝนมาตลอดตั้งแต่เช้า พออกจากชุมพรได้หน่อยหนึ่ง ก็เจอฝนตกเหมือนกับตอนขาไปวันก่อนโน้น แต่พอใกล้ถึงประจวบฝนหยุดตกพอดี จึงเลี้ยวซ้ายเข้าไปซื้อกล้วยไม้ที่ตลาดชายแดนไทย พม่า ด่านสิงขร เพราะติดใจกล้วยไม้ที่ซื้อไปคราวก่อน ออกราก ติดดอกพอใช้ได้ ขณะกำลังเลือกกล้วยไม้อยู่ฝนเริ่มลงเม็ด จึงรีบซื้อรีบต่อ ไม่เลือกสีเลือกพันธุ์กันละ คนขายก็มั่ว ๆ หยิบใส่ ๆ ได้มาถุงใหญ่ 120 บาท

ขณะจ่ายเงินฝนได้เทลงมาอย่างหนัก เพิงขายกล้วยไม้ที่อาศัยอยู่ก็ไม่คุ้มฝน ซักพักน้ำเริ่มไหลนองจะท่วมหลังเท้าแล้ว เห็นไม่ได้การจึงกางร่มอันเดียวที่มีอยู่ กอดเอวกันกลมดิก วิ่งมาขึ้นรถ สภาพเป็นลูกหมา..ไม่ใช่สิ..เป็นหมาแก่ตกน้ำ




ขับรถฝ่าฝนออกมา ขับเลยประจวบไปแล้วก็ยังไม่หยุดตก และพอใกล้ถึงปราณบุรีกลับเทลงมาอย่างหนัก แทบมองไม่เห็นถนน อากาศก็มืดครึ้มทั้ง ๆ ที่ยังไม่หกโมงเย็น ครูดารินทร์บอกว่ายังเคยไม่เห็นฝนตกหนักน่ากลัวเท่านี้มาก่อน คือตกเป็นสายอย่างสม่ำเสมอแบบมองไม่เห็นอนาคตเลยว่าเมื่อไหร่จะหยุด พอถึงแยกไฟแดงปราณบุรีจึงตัดสินใจเลี้ยวขวา ขับคลานไปหาที่พักค้างคืนที่ปากน้ำปราณดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยกลับกรุงเทพ จะได้แวะซื้อเกลือที่สมุทรสาครเอาไปลองกัดก้อนเกลือกินบ้าง เหลือก็จะเอาไปดองไข่เค็ม และโยนใส่บ่อปลา




ผ่านไปหลายวัน..

ได้เวลากลับเชียงใหม่เสียที ครูดารินทร์แวะเยี่ยมน้าและหลานที่บางปลาม้า สุพรรณบุรี ได้ไม้กวาดสินค้าโอท็อปบางแม่ม่ายติดมือมา ขอบอกว่าเป็นไม้กวาดที่มีคุณภาพทีเดียว ขนหนา แน่น ได้น้ำหนักและความเด้งกำลังดี น้าบอกว่าใช้กวาดบ้านมาหลายปีแล้วขนยังไม่ร่วงเลย ถึงราคาด้ามละหลายร้อยแต่ก็คุ้ม (สีไม้กวาดออกเขียวเพราะถ่ายใต้หลังคาโพลี่คาบอเน็ทสีเขียว)




ออกจากสุพรรณแวะซื้อปลาช่อนและปลาสลิดแดดเดียวที่เขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท พร้อมกับชะโงกดูน้ำในเขื่อนหน่อยเพราะเริ่มมีข่าวน้ำเหนือไหลบ่าแล้ว แต่วันนั้น (20 ตุลาคม) น้ำยังไม่มากเท่าไหร่



ขับมาตามถนนพหลโยธิน ก่อนออกถนนสายเอเซีย พอลงสะพานแห่งหนึ่งเห็นแว้บ ๆ ข้างทางมีการซื้อขายอะไรซักอย่างน่าจะเป็นตลาดปลา ถอยรถย้อนมาดูตามระเบียบ เพราะยังไม่ได้ปลาสดติดมือเลย ปกติแวะซื้อที่ตลาดอ่างทอง แต่คราวนี้ไม่ผ่านและได้ข่าวว่าน้ำท่วมด้วย




ที่ตลาดนัดเฉพาะกิจปากทางเข้าบ้านเนินไผ่ ครูดารินทร์กำลังจะซื้อปลาเนื้ออ่อนสด ๆ อยู่แล้ว มีคนเอาปลาตัวโตตัวนี้มาส่ง แม่ค้าฮือฮากันใหญ่ ได้ยินเรียกกันว่าปลาเบี้ยว ตอนนั้นผมไม่เคยรู้จักปลาชนิดนี้มาก่อนเลย ถามแม่ค้า ๆ ก็บอกว่าปลาเบี้ยวนี้เป็นปลาน้ำจืดที่รสชาติอร่อยและหากินยากพอสมควร ขายกิโลละ 200 บาท ตัวนี้หนักสองกิโลกว่า มีความยาวเต็มกระด้งน่าจะกว่า 60 ซ.ม. จึงเปลี่ยนใจซื้อปลาเบี้ยวตัวนี้แทน ตัดหน้าคนเสื้อเขียวยืนเท้าสะเอวในภาพบนที่รีรออยู่ คิดว่าคงเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อปลาให้ร้านอาหารซักแห่ง กำลังโทรรายงานปลายสายทางโน้นว่า วันนี้มีปลาเบี้ยวอีกนะ น้ำหนัก.... ราคา.... จะซื้อหรือเปล่า.....ช้าไปแล้วต๋อย...




ตอนครูดารินทร์หิ้วถุงปลาเบี้ยวเดินออกมา แม่ค้าและชาวบ้านแถวนั้นต่างทักทายพร้อมกับยกนิ้วการันตีให้ว่า ปลาเบี้ยวนี่สุดยอดซื้อไปแล้วไม่ผิดหวัง เอาไปแช่น้ำปลา ทอดกระเทียมพริกไทย ฉู่ฉี่ หรือต้มยำก็อร่อยทั้งนั้น



...หลังจากได้นำปลาเบี้ยวมาทำอาหารตามเมนูแนะนำแล้ว (เมนูแรก หั่นทอดกระเทียมกันสด ๆ เย็นวันนั้นทันทีที่ถึงบ้าน) ไม่ผิดหวังจริง ๆ ครับ ผมว่ารสชาติเนื้อปลาเบี้ยวนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างปลาเนื้ออ่อนกับปลาบึก คือเนื้อคล้ายปลาเนื้ออ่อนแต่นุ่มและเป็นปุยกว่า มีความมันคล้ายปลาบึกแต่น้อยกว่ามาก และเหมือนกันตรงที่ไม่มีก้างฝอยให้เกะกะตำคอ มีแต่ก้างประธานตรงกลางเท่านั้น ตรงครีบทอดให้กรอบแล้วเคี้ยวได้หมด

........อิ่มแล้ว...... ไปสืบค้นกับอากู๋ จึงรู้ว่าปลาเบี้ยวหรือปลาคางเบือนเป็นปลาในตระกูลปลาเนื้ออ่อน.....ฯลฯ..)


ทริปตุลา 53 จบด้วยภาพคลองบ้านเนินไผ่ ซึ่งข้างถนนบนตลิ่งเป็นตลาดปลาเล็ก ๆ ปลาที่วางขายคงมาจากที่นี่....




แก้ไขล่าสุด ใน พ.ค.052011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 359 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน