ผ่านศรีราชา...มาโผล่บางแสน

มี.ค.052011

 

 

ออกจากคุ้งวิมานไปได้หน่อยเดียวยังไม่ถึงถนนสุขุมวิท ครูดารินทร์ เห็นมะม่วงวางขายในเพิงข้างทางรู้สึกเปรี้ยวปาก ผมจึงต้องจอดตามระเบียบ

 

 

 

มะม่วงเขียวเสวยใหม่สดจากสวน 3 โลร้อย เพิงข้างถนนย่านนี้ ถ้าเป็นหน้าผลไม้จะมีเงาะ ทุเรียน ลองกอง วางขายกันเต็ม ในราคาและคุณภาพดีกว่าไปซื้อนอกถนนใหญ่


 

 

นอกจากมะม่วงแล้วยังมีขนมจากของโปรดอีกด้วย แต่เนื่องจากเช้าอยู่ ยังปิ้งไม่สุก กำลังจะขึ้นรถกลับแล้ว แต่คนขายสองสามีภรรยาเป็นนักขายที่ดี แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าหลุดมือไปง่าย ๆ สามีซึ่งกำลังปิ้งขนมจากพูดเชื้อเชิญว่า.." ถ้ายังไม่รีบ นั่งรอก่อนก็ได้นะครับ...เดี๋ยวก็สุกแล้ว..." ฝ่ายภรรยาก็เสริมขึ้นทันทีว่า.."..เดี๋ยวจะให้ลองชิมรับรองจะต้องติดใจ..."

พร้อมกับบรรยายถึงคุณภาพของขนมจากที่กำลังห่อว่า ของเค้าใส่เนื้อมะพร้าวเยอะกว่าที่อื่น โดยใช้มะพร้าวอ่อนที่ขูดด้วยมือไม่ใช่ขูดจากเครื่อง รวมทั้งกะทิก็ใส่เยอะด้วย ทำให้ขนมมีความมันเวลาแกะออกมาขนมจะไม่ติดใบจาก โดยไม่ต้องใช้น้ำมันทาก่อนห่อเหมือนบางเจ้า


 

 

และไม่ลืมตบท้ายด้วยการสวดชยันโตพาดพิงไปถึงเด็กน้อย ผู้บริหารประเทศด้อยพัฒนาประเทศหนื่งว่า ตอนนี้มะพร้าวแพงมาก....ขนาดซื้อจากสวนโดยตรง

(จริงครับ เมื่อวานนี้ผมซื้อกะทิสดมาแกงใบขี้เหล็กราคายังไม่ลง ก.ก.ละ 80 บาท เหมือนเดิม ผมซื้อมาน้อยไปหน่อย น้ำแกงไม่ค่อยมัน ครูดารินทร์จึงใช้ไปซื้อกะทิกล่องจากร้านชำใกล้บ้าน เชื่อไหมครับกล่องเล็กขนาดเท่านมกล่องราคา 30 บาท จะบ้าตาย เพราะผมจำได้ว่าก่อนนี้ไม่นานกล่องขนาดใหญ่สุดราคาประมาณ 40 บาทแค่นั้นเอง คนขายบอกว่าต้นทุนซื้อมาก็เกือบสามสิบบาทแล้ว พร้อมกับบ่นต่อว่า เวลานี้น้ำมันพืชและน้ำตาลทรายไม่มีวางขายแล้วนะ นี่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนคนเสียภาษีตัวจริงเสียงจริง ที่คุณท่านทั้งหลายนำไปผลาญกันเพลิน ตอนนี้ทำให้ผมรู้สึกเสียดายภาษีที่ต้องเสียไป ตอนยื่นแบบเสียภาษีรู้สึกหดหู่ยังไงพิกล)


 

 

มาเข้าเรื่องกันต่อ....พอขนมจากสุกบ้างแล้ว คุณสามีพนักงานปิ้งก็นำมาแกะให้ชิมขณะกำลังร้อน เป็นการถ่วงเวลาไว้ก่อน แต่รสชาติขนมจากเจ้านี้สมราคาคุยจริง ๆ ครับ เหนียวนุ่ม หวานมัน ไม่แห้ง แม้เอามากินภายหลังตอนเย็นแล้วก็ตาม ครูดารินทร์บอกว่าอร่อยกว่าที่วางขายข้างทางทั่ว ๆ ไปเยอะเลย





สองสามีภรรยานักขายคู่นี้ ทำงานไป พร้อมกับชวนคุยไปเรื่อย ทำให้การรอไม่รู้สึกเบื่อ ผมว่าการเดินทางท่องเที่ยวถ้าเรามีเวลา และกำหนดโปรแกรมไว้หลวม ๆ ไม่ตายตัว รู้สึกว่ามันมีอะไรหลายอย่างให้เราได้สัมผัสได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ แม้บางครั้งจะไปในสถานที่เดิม ๆ ที่เคยไปมาแล้ว แต่เชื่อเถอะไปกี่ครังมันจะมีอะำไรใหม่ ๆ ไม่เหมือนเดิมหรอก ผมยืนยันได้ ผมเคยได้ยินคำตอบลักษณะนี้จากบางคนบ่อย ๆ เวลาถูกใครชวนไปเที่ยว เช่น  "...เคยไปมาแล้ว..", "..เขาบอกว่าไม่เห็นมีอะไรน่าเที่ยว..", " โฮ้ย ไปมาครั้งหนึ่งแล้ว เบื่อจะตาย.." เป็นต้น สงสัยว่าคนที่พูดแบบนี้คงมีลูกคนเดียว เพราะ "เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่เห็นมีอะไรน่าสนุก..?

 

 

ผลพวงจากการนั่งรอขนมจาก ทำให้ผมเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับขัดสารพัด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่มีสารเคมี ในราคาขวดละ 20 บาท  แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลองใช้


 

 

จากจันทบุรีก่อนถึงอำเภอแกลง มีร้านข้าวแกงขายอาหารป่าอร่อยอยู่หลายร้าน ซึ่งผมตั้งใจจะแวะหาอาหารเช้ารับประทานแถวนี้ จึงสุ่มจอดที่ร้าน แกงป่าทิพย์มาลัย แถวบ้านนายายอาม ก่อนถึงแกลงประมาณ 20 ก.ม.


 

 

 

อาหารป่ามีแกงหมูป่า กับกวาง รสชาติน้ำพริกแกงเข้มข้นถึงเครื่องดี สรุปโดยรวม โอเค

 

 

แต่ผมขอฝากคุณทิพย์มาลัยเจ้าของร้าน ช่วยติติงการให้บริการของพนักงานสาวคนหนึ่ง คนที่รูปร่างค่อนข้างท้วม.....หน่อยนะครับ......


 

 

เป้าหมายต่อไปของผมคือ จากอำเภอแกลงขับตรงไประยองเพื่อผ่านไปศรีราชา เพราะนัดกับเพื่อนที่(เคย)เป็นอาจารย์สอนเกษตรบางพระ อ้อ..เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกแล้ว เพื่อนคนนี้เป็นรูมเมท นอนร่วมห้องกันมาสมัยเรียนหลักสูตร Distance Education ที่เมืองเอ้ดมันตั้น แคนาดา เมื่อหลายปีก่อนนู้น ไม่ได้เจอกันนานพอสมควร เกษียณอายุราชการรุ่นเดียวกัน นัดเจอกันที่ร้านอาหารมุมอร่อย ศรีราชา

(ตอนนั้นเขาเป็นคนจ่ายกับข้าว ผมเป็นพ่อครัว ทำให้เรามีข้าวผัด ผัดพริก ผัดกระเพรา ไข่ดาว ใส่กล่องไปกินเป็นมื้อกลางวันทุกวัน ที่ขาดไม่ได้คือน้ำปลาพริก จนฝรั่งสงสัยว่ามันกินอะไรของมัน เหม็นชิบ..แต่ตอนทำกับข้าวในห้อง ต้องเอาเทปกาวไปปิดเซ็นเซ่อร์จับควันในห้องให้สนิท แรก ๆ ไม่รู้ ดับเพลิงเปิดหวอมาดังลั่น...)

 

 

 

ร้านนี้ตั้งอยู่ริมทะเลใกล้กับเกาะลอย วิวสวย ตอนกลางวัน วันนั้น ลมพัดเย็นสบาย ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกอากาศค่อนข้างร้อน

 

 

อาหารอร่อยได้มาตรฐานร้านอาหารทะเลระดับนี้ มีน่าถึงมีลูกค้าแน่นพอสมควร

 

 

ครอบครัวอารมณ์ดีของ ผศ.บังเอิญ โอวาท เพื่อนผม กับภรรยา ผศ.พัชมณ โอวาท และลูกสาวณัฐรดาซึ่งทำงานเป็นแอร์โฮสเตสแล้ว แต่ยังเล่นกุ้กกิ้กสนุกสนานน่ารักเหมือนเด็ก

 

 

นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยจนถึงบ่าย ก็ได้เวลาถ่ายรูปหมู่โดยลูกสาว ผศ.บังเอิญเป็นคนถ่าย ที่จริงมีรูปชัดกว่านี้ แต่ชัดจนเห็นซิกส์แพ็คหลามมากไปหน่อย จึงลงรูปไม่ค่อยชัดดีกว่า

 

 

ผ่านศรีราชา...มาโผล่ (ฟื้นความหลัง) ที่บางแสนตามชื่อเรื่อง ผมไม่ได้มาบางแสนเป็นสิบ ๆ ปีมาแล้ว อยากดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ใหน

บางแสนกับผมมีความผูกพันกันมานาน ได้เห็นทะเลครั้งแรกในชีวิตก็ที่หาดบางแสน ตอนนั้นเรียนอยู่ ม. 6 คุณพ่อพามาเที่ยวพร้อมกับพี่ชาย สัมผัสน้ำทะเลครั้งแรก (ก็แถว ๆ นี้แหละ) ผมทำอะไรรู้ไหมครับ...ผมใช้มือวักน้ำทะเลขึ้นมาชิม เออ..เค็มเหมือนครูบอกเลยแฮะ....


 

 

พอเรียนจบเริ่มทำงานที่ ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม วันใหนอยู่เวรจนปิดสถานี ประมาณเที่ยงคืน มักจะชวนเพื่อนที่ทำงาน คอเดียวกัน ขับรถมาต่อที่บางแสน โดยใช้รถอ้อสตินมินิของผมซึ่งเป็นรถคันเดียวที่มี ยัดกันมาเต็มคันบ้าง สองคนสามคนบ้าง สะเบียงพร้อม ขับแป้บเดียวก็ถึง เพราะถนนโล่งไม่ค่อยมีรถ

พอมาถึงก็นั่งตามเก้าอี้ผ้าใบของแม่ค้าที่ทิ้งไว้ชายหาด กินดื่มกันไป คุยกันไป ใครง่วงก็นอนไป เช้าขึ้นก็ขับรถกลับ ก่อนกลับแวะกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านปากทางเข้าอ่างศิลาแก้โหย หมดค่าน้ำมันไปกลับไม่เกิน 30 บาทมั้ง ...ทำแบบนี้เป็นประจำ...นึกถึงตอนนั้นแล้วสงสัยว่าขับกลับมาได้ยังไง บางคืนนั่งอยู่จนสว่างคาตา แต่ขับรถกลับเฉยเลย


 

 

พอเริ่มมีแฟน ก็ไม่มีสถานที่ใหนเหมาะที่จะชวนสาว ๆ ทั้งหลายไปรับลมทะเลเท่าหาดบางแสน เพราะใกล้และสะดวกที่สุด สมัยนั้นชายทะเลแถบชะอำหัวหินถือว่าไฮโซไม่เหมาะสำหรับกระเป๋าอย่างเรา อีกอย่างก็ไกลเกินไปเสียเวลา พอสาวเจ้ายอมมาถึงบางแสนได้ละก็ หลังจากนั้นต้องใช้ความสามารถพิเศษเอาเอง อ้างว่าเย็นแล้วบ้าง มืดค่ำขับรถกลางคืนอันตราย รถไฟไม่ค่อยดีบ้าง เพลียไม่สบายบ้าง สารพัดที่จะยกมาอ้างเพื่อที่ว่าจะได้หาเรื่องค้างคืนที่นั่น ถามว่าประสพความสำเร็จบ้างไหม ?..ขอเซ็นเซ่อร์ไม่ตอบครับ

ขอบอกเพียงว่าวันที่ไปฟึ้นความหลังวันนั้นยังเห็นร่องรอยของบังกาโลว์ของ อสท.(ททท.ในปัจจุบัน) และบังกาโลว์ของเอกชนหลังเดี่ยวเล็ก ๆ ที่ท้ายหาดยังอยู่ เห็นแล้วมีความสุขก็แล้วกัน......

 

 

หลังจากแต่งงานมีลูกมีเต้า บางแสนก็ยังเป็นชายทะเลยอดนิยมของครอบครัวอยู่  นาน ๆ จึงจะเลยไปพัทยา ระยอง เสียทีหนึ่ง ตอนหลังก็มีเบื่อหนีไปแถบชะอำ หัวหินบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังถือว่าบางแสนมีความหลังและความประทับใจมากกว่า ว่างั้นเถอะ

 

 

บางแสนวันนี้ วันที่ผมได้มาสัมผัสอีกครั้ง รู้สึกตกใจมากว่าทำไมผู้คนช่างมากมายยุบยับเหลือเกิน แสดงว่าทะเลบางแสนยังคงความเป็นยอดนิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะผมคิดเอาเองว่าปัจจุบันมีหาดทรายชายทะเลสวย ๆ ใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเยอะแยะ บางแสนคงหมดความหมายไปแล้วมั้ง แต่มาเห็นแล้วผิดคาดทีเดียว




ขนาดถนนขยายกว้างขวาง ต้องจอดรถซ้อนสอง ซ้อนสาม ยังหาที่จอดไม่ค่อยได้เลย




ร่มและเก้าอี้ผ้าใบเอกลักษณ์ของบางแสน แต่วันนี้มากันเป็นกองทัพ แต่ก็ได้รับความนิยมมีลูกค้าอุดหนุนกันเนืองแน่น เสียดายผมจอดรถซ้อนคันให้ครูดารินทร์นั่งเฝ้าอยู่ ไม่งั้นคงได้ชวนกันเข้าไปนั่งสั่งส้มตำไก่ย่างแล้ว

 

 

และที่ขาดไม่ได้คือบริการห่วงยาง มีให้บริการตลอดแนวชายหาด ไม่รู้ว่าค่าเช่าเท่าไหร่ ?

 

 

 

 

ขับเลยไปถึงอ่างศิลาก็แทบจำสภาพเดิมไม่ได้ มีการขยับขยายออกไปเป็นร้านอาหาร ร้านขายของกินของฝากตลอดแนวถนน และที่สำคัญมีผู้คนจับจ่ายกันอย่างคึกคัก ต่างกับเมื่อก่อนซึ่งผมจำได้ว่าแถวชุมชนอ่างศิลานี้เหงามาก ผ่านมาได้ยินแต่เสียงตอกหินดังต๊อกแต๊ก ๆ แค่นั้นเอง

 

 

 

แต่ก็ยังมีสัญลักษณ์ดั้งเดิมของอ่างศิลาคือครกหินแทรกอยู่ เดี๋ยวนี้มีการเพิ่มมูลค่าโดยการเพ้นท์สีลงไปด้วย

 

 

นอกจากครกแล้ว อ่าศิลายังมีชื่อเสียงในการแกะสลักสิงโตหินและรูปเคารพต่าง ๆ ปัจจุบันก็ยังพอมีหลงเหลือบ้าง ทำให้รู้ว่าที่นี่ใช่อ่างศิลาแน่

 

 

เห็นพระพุทธรูปแกะด้วยหินทรายข้างบน นึกขึ้นได้ว่าขากลับจากทริปนี้ผมขับอ้อมไปทางสุโขทัย เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อศิลาที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม เพราะเคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว จึงขอนำภาพและเรื่องราวมาลงปิดท้ายเพื่อให้เรื่องนี้มีสาระบ้าง

 

 

หลวงพ่อศิลาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปศิลปะลพบุรีได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 แกะด้วยหินทรายสีเทา ขนาดหน้าตักกว้าง 44 ซ.ม. สูง 86 ซ.ม.มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก นั่งขัดสมาธิราบบนฐานทรงสามเหลี่ยมเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียรม้วนล้อมรอบองค์พระ

สันนิษฐานกันว่าสร้างโดยช่างชาวลำพูน ได้ถูกค้นพบในปีพ.ศ. 2472 อยู่ในถ้ำเจ้าราม บ้านทุ่งเสลี่ยม ซึ่งภายในถ้ำมีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่หลายล้านตัว โดยชาวบ้านที่ไปเก็บมูลค้างคาว และได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดทุ่งเสลี่ยมในปีเดียวกันนั้นเอง

 

 

จนมาถึงปีพ.ศ. 2520  ได้ถูกโจรกรรมไป ในภายหลังทราบว่าอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอเมริกา โดยทางการไทยได้สืบหาร่องรอยอยู่หลายปี ในปี พ.ศ. 2538 ได้ข่าวว่าพระพุทธรูปองค์นี้ จะถูกประมูลที่โดยบริษัท Sotheby ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะเก้าชิ้น ในหมวด เขมร ไทย อินเดียและศิลปะแบบหิมาลายัน ราคาประมูลในตอนนั้น 80,000 ปอนด์

ขณะรัฐบาลไทยกำลังดำเนินการทวงคืน พระพุทธรูปก็ได้ถูกส่งไปยังนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยได้เจรจาขอคืน โดยต้องจ่ายเงินทดแทน 5 ล้านบาท (200,000 เหรียญสหรัฐ) ในปลายปี พ.ศ. 2539 หลวงพ่อศิลาจึงได้กลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากไปเป็นเวลาเกือบ 20 ปี

 

 

ป็นสิ่งที่แปลกและน่าอัศจรรย์มาก ในวันที่หลวงพ่อศิลาเดินทางกลับสู่ประเทศไทยนั้น มีฝูงค้างคาวจำนวนมากบินตรงไปที่สนามบิน เหมือนกับว่าไปต้อนรับ น่าแปลกตรงที่ว่าปกติค้างคาวจะออกหากินในเวลากลางคืน และนอนหลับอยู่ในถ้ำเวลากลางวัน แต่วันนั้นค้างคาวบินไปรับหลวงพ่อศิลาในเวลากลางวัน




ปัจจุบันชาวทุ่งเสลี่ยมได้สร้างมณฑปถวายเพื่อประดิษฐานหลวงพ่อศิลา โดยยอดมณฑปเป็นลักษณะเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงบัวตูม ศิลปะสุโขทัย







แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.032011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 1239 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน