เลาะเลียบหาดคุ้งวิมาน

มี.ค.042011


จากโรงเกลือผมขับกลับมาทางอำเภอสระแก้ว เลี้ยวซ้ายที่อำเภอวัฒนานคร ถนนหมายเลข 3395 เพื่อไปหาที่นอนชมทะเลจันทบุรีสักหนึ่งคืนก่อนกลับกรุงเทพ  แต่ยังไม่รู้ว่าที่ไหน พอขับเข้าเส้นทางนี้ได้สักพัก เห็นข้างทางมีต้นอะไรไม่รู้สีเหลืองเต็มทุ่งสวยดี จึงจอดถ่ายรูป พอเลื่อนกระจกลง ได้ยินเสียงลมพัดอู้ พร้อมกับท้องฟ้าไกลออกไปมืดครึ้ม





ผมพูดกับครูดารินทร์เล่น ๆ ว่า เดี๋ยวคงเจอฝนแน่ เพราะเมื่อสองปีมาแล้วผมขับ INNOVA กลับออกมาจากลาวเข้าทางช่องเม็ก อุบล ฯ  ผ่านสระแก้ว มาทางนี้ จุดหมายปลายทางที่ตราด ตอนนั้นต้นเดือนเมษาแท้ ๆ เจอฝนตกหนัก ถ้าคราวนี้เจอฝนอีกคงเป็นเหตุการณ์ที่ประหลาดพอสมควร

แต่ก็ไม่ประหลาดหรอกครับ หลังจากขับต่อไปอีกไม่นานก็เจอทั้งลมทั้งฝน ตกลงมาชนิดที่ว่าเปิดที่ปัดน้ำฝนสปีดแรงสุดแล้วยังมองแทบเห็นทาง ดีที่มีรถทัวร์ขนาดใหญ่นำหน้าอยู่คันหนึ่ง จึงได้อาศัยนำทางตามไปกันอย่างช้า ๆ กะว่าจะทำเวลาให้ไปถึงที่หมายเร็ว ๆ กลับพลิกล้อคเหมือนคราวที่แล้ว ซึ่งไปไม่ถึงตราดเพราะมืดเสียก่อน ต้องนอนค้างที่เมืองจันท์



พอถึงจุดหนึ่งระหว่างคลองหาดไปอำเภอสอยดาว ฝนหยุดแล้ว เจอภูเขาลูกนี้ จำได้ว่าเคยจอดถ่ายภาพกับ INNOVA ซึ่งภาพนี้ได้ใช้เป็นภาพไตเติ้ลคอลัมน์ "เที่ยวไป กินไป ถ่ายไป" คราวนี้จึงแวะถ่ายอีกครั้งเพื่อเปรียบเที่ยบกัน พอเอารูปมาดู ปรากฎว่าช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ เพราะตำแหน่งจอดรถห่างจากคราวที่แล้วไม่กี่เมตรเอง ที่สำคัญเป็นบรรยากาศฟ้าหลังฝนเหมือนกันอีก ผมจึงนำสองภาพนี้มาทำเป็นไตเติ้ลเปรียบเทียบกันเสียเลย (เสียดายมุมภาพแตกต่างกันนิดหน่อยเพราะตำแหน่งกับขนาดเลนส์)



ระหว่างถ่ายรูปเจอครอบครัวแม่ลูกดกนี้เดินตัวเปียกโชกออกมาจากข้างทาง มีสามีเดินตามหลังห่าง ๆ คนแม่แม่หิ้วถังอะไรไม่รู้ ลูกชายแบกถังใส่ต้นคะน้าสดเต็มถัง ผมพยายามชวนคุยว่า ไปทำอะไร มาจากไหน ? แต่ดูเหมือนเขาจะฟังไม่รู้เรื่อง ได้แต่ยิ้มลูกเดียว



พอสามีเดิมาสมทบก็พอคุยกันรู้เรื่องบ้าง ได้ความว่าไปหาผักหาปลามาจากห้วยข้างหลังโน่น กำลังกลับบ้าน แต่ก่อนจากแกพูดออกมาตรง ๆ ว่า "..ขอยี่สิบบาทซิ...."



ออกจากอำเภอมะขามมาถึงเมืองจันท์ ประมาณห้าโมงเย็น จะเลยไปกินปูผัดผงกะหรี่ที่ท่าแฉลบก็ยังวันอยู่ ควรจะหาที่พักก่อน เพราะวันนั้นเป็นลองวีคเอนด์ด้วย จะไปพักแถวหาดเจ้าหลาว และ แหลมเสด็จ ก็เบื่อเพราะเคยมาพักตั้งสองครั้ง นึกถึงหาดคุ้งวิมานได้ เพราะเคยหมายตาไว้เหมือนกัน ว่าหาดที่นี่สงบเป็นธรรมชาติ คนไม่ค่อยมากเท่าไหร่...คงพอหาที่พักได้มั้ง


ผมขับมาถึงสามแยกหาดคุ้งวิมานข้างหน้าเป็นถนนเลียบหาดไปทั้งซ้ายและขวาผมเลือกไปทางซ้ายก่อน ถ้าหาที่พักไม่ได้ก็จะย้อนกลับมาทางขวาบ้าง ทางด้านซ้ายนี้มีรีสอร์ตเล็ก ๆ แบบชาวบ้านอยู่สองแห่ง บังเอิญว่างอยู่หลังหนึ่ง อยู่ชั้นบนหันหน้าออกทะเลด้วย ผมเห็นว่าเป็นทำเลดีพอสมควร จึงตัดสินใจพักที่นี่แหละเอาหางจุ่มน้ำไว้ก่อน ขืนเลือกมาก ไปหวังน้ำบ่อหน้าอาจมีคนมาตัดหน้าไปก็ได้



ได้ที่พักแล้วเดินเลาะเลียบชายหาดถ่ายภาพดวงอาทิตย์ของชอบ ต้องรีบหน่อยเดี๋ยวไม่ทัน เพราะนี่ก็หกโมงกว่าแล้ว เย็นวันนั้นที่ชายหาดมีคนพอสมควร ไม่ถึงกับมากนัก บรรยากาศ ยังเป็นธรรมชาติ ไม่มีร่มกับกองทัพเก้าอี้ผ้าใบให้อุจาดตา หาดทรายสะอาดสะอ้านดี





เท่าที่สังเกตุจากทะเบียนรถที่จอดรับประทานอาหาร เล่นน้ำ ส่วนมากเป็นทะเบียนแถวนี้ มากันเป็นครอบครัว พอตกค่ำก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แสดงว่าชายหาดที่นี่เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่นมากกว่านักท่องเที่ยวจากที่อื่น



เย็นนั้นลมแรงพอสมควร



นักล่าดวงอาทิตย์เหมือนกัน



เย็น(ค่ำ)วันนั้นผมกับครูดารินทร์ใช้บริการของร้านอาหารเจ้สาวเหมือนเดิม ร้านนี้เคยมากินกั้งกระดานตัวโตทอดกระเทียม  ตามภาพที่ผมถ่ายตอนมากินครั้งกระโน้น (4/8/2007) ถ้าใครไปตรงกับฤดูของมันควรสั่งมาลองรับประทานเพราะรสชาติอร่อย เนื้อคล้ายกับกุ้งก้ามกราม




แต่วันนี้ไม่มี เห็นมีแต่ปูดำกับปูม้า ว่ายอยู่ในอ่างซีเมนต์หน้าร้าน ถามราคา ก.ก.ละ 250 บาท เหมือนกันทั้งสองปู ราคานี้รวมค่าทำแล้ว ให้ทำอะไรก็สั่งได้ (ภาพนี้มาถ่ายซ่อมตอนเช้าวันรุ่งขึ้น)



ครูดารินทร์จึงสั่งรวมกัน 1 ก.ก. ได้ปูดำซึ่งมีเหลือแค่นี้กับปูม้าอีก 4 -5 ตัว สั่งแม่ครัวเอาปูดำไปนึ่ง ส่วนปูม้าผัดผงกะหรี่ได้มาจานเบ้อเริ่ม



นั่งรับประทานอาหารรับลมเย็น ๆ ไม่เชิงเย็นหรอก หนาวทีเดียว ไปจนมืดค่ำ ระหว่างนั้นมีแม่บ้านโต๊ะติดกัน นึกถูกชะตาอะไรไม่ทราบ หรือเห็นเรานั่งหง่าวกันอยู่สองคนมั้ง นำแตงโมผ่าครึ่งลูกยกมาให้ชิม พร้อมกับเอามีดมานั่งตัดแบ่งให้เสร็จสรรพ ปฏิเสธยังไงก็ไม่ยอม  พอรู้ว่ามาจากเชียงใหม่จึงเล่าว่าแกกับสามีเคยไปทำงานกับบริษัทที่สร้างเขื่อนแม่กวงด้วย วันนี้ ลูกสาว ลูกเขย ซึ่งทำงานที่ระยองมาเยี่ยมเนื่องจากเป็นวันหยุด จึงชวนกันมารับประทานอาหารที่นี่ เป็นคนบ้านหนองแหวนใกล้ ๆ นี้เอง มาที่ร้านนี้ประจำ นั่งคุยกันติดลมจนสามีมาสะกิดว่าได้เวลากลับแล้ว

ผมว่าสิ่งนี้เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการท่องเที่ยว ทำให้ได้พบปะ ได้พูดคุยกับเพื่อนต่างบ้านต่างเมือง ได้พบว่าความจริงแล้วคนไทยยังคงมีความเป็นมิตรไมตรี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอยู่เสมอ ไม่ต้องพึ่งพาการโหมโปรประกันดาของรัฐตามสื่อต่าง ๆ ว่าให้ปรองดองกันบ้าง ให้สมานฉันท์กันบ้าง จึงอยากจะบอกกลับไปว่า คนไทยส่วนใหญ่นะเขารักกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ว่าแต่พวกยูนะเลิกสวาปาล์มกันได้ไหม ? สงสารคนไทยกันบ้าง...




นั่งกินกันพุงอืดจนคนอื่นเขากลับไปหมดแล้ว แต่ไม่เป็นไร บ้านเราอยู่แค่นี้เอง อยู่ถัดจากร้านที่มีแสงไฟไปนิดเดียว



19 กุมภาพันธ์ 2554 ตื่นแต่เช้าตามเสียงปลุกของไก่ซึ่งประสานเสียงกันอย่างเซ็งแซ่ คนโบราณคงได้ยินเหมือนไก่กำลังไซโยโห่ร้อง จึงเรียกการตื่นพร้อมเสียงไก่นี้ว่า "ตื่นแต่ไก่โห่"



ตื่นมาพบกับบรรยากาศที่สดชื่น เงียบ สงบ อากาศเย็นสบาย ได้ยินเสียงครอบครัวที่พาลูกพาหลานมาเที่ยวพากันออกไปเล่นน้ำแต่เช้าแล้ว



อากาศบริสุทธิ์ สงบ เป็นส่วนตัวจริง ๆ ครับ ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบนี้ หาดคุ้งวิมานเป็นสถานที่อีกแห่งที่ตอบโจทย์ได้ไม่เลวทีเดียว



เจอป้ายนี้หลุดจากเสามากองอยู่ข้าง ๆ จึงอยากจะบอกทาง อบต. หรือเทศบาลที่รับผิดชอบหน่อยว่า ตอนนี้อะไร ๆ ก็ดีอยู่แล้ว มีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณชายหาดได้สวยงาม ทำเขื่อนริมตลิ่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูดีผิดหูผิดตาจากที่เคยมาเยอะเลย แต่ขอฝากดูแลป้ายนี้หน่อยนะครับ




โปรแกรมของเช้าวันนี้ คือขับรถเลยขึ้นไปต้นหาด ซึ่งมีหมู่บ้านชาวประมง เพื่อหาซื้อของทะเลสดกลับบ้าน ระหว่างทางเลียบทะเลซึ่งก่อนนี้ถนนถูกคลื่นซัดเข้าไปเว้า ๆ แหว่ง ๆ แต่ตอนนี้มีการถมเขื่อนทำเป็นลานกว้าง กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เหลือถนนช่วงสั้น ๆ นิดหนึ่งยังเสียอยู่ แต่ขึ้นป้ายบอกว่ากำลังรองบประมาณอยู่จ้ะ้...





ขาตั้งกล้องพังตั้งแต่ทริปเมืองน่าน ยังไม่ได้ซื้อใหม่ เลยต้องผลัดกันถ่าย อดมีรูปคู่



เห็นหนุ่มสาวกางเต้นท์นอนรับลมทะเลอย่างใกล้ชิดแล้วอยากทำมั่ง......



มุมมองจากจุดชมวิวบนเขามองเส้นทางที่ผ่านมา.



ทดลองทฤษฎีเส้นนำสายตาบ้าง



ถนนไปสิ้นสุดที่หมู่บ้านชาวประมง เข้าไปถามหาของทะเลสด ได้รับคำตอบว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่เรือยังไม่เข้า ต้องรออีกสักพัก



จึงฆ่าเวลาด้วยการเดินทะลุตามสะพานไม้เล็ก ๆ  ระหว่างแต่ละบ้าน ออกไปเก็บภาพดีกว่า



นึกถึงตอนเรียนอยู่ช่างศิลป์ ศิลปากร การเขียนภาพทะเลหรือ Seascape Painting ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งของวิชาจิตรกรรม ถ้าได้มาเจอทัศนียภาพตรงนี้แล้วละก็ เขียนกันไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว หมุนไปหมุนมาได้ทุกมุม ยังนึกอยากจับพู่กันกับสีน้ำมารื้อฟื้นฝีมือที่เรื้อเวทีไปนาน แต่คุยไปยังงั้นเอง เพราะเมื่อสมัยเรียนเขียนเรือลอยอยู่ในน้ำทีไร ถูกครูวิจารณ์ว่าเป็นเรือจมทุกที..การเขียนเรือให้ลอยมันยากนะครับ... ตอนนี้เลยหนีมากดชัตเตอร์แทน....



ถ่ายรูปไปไม่นาน มีเรือเข้ามาลำหนึ่ง เห็นชาวประมงกำลังแบกอวนขึ้นมาพอดี เป็นอวนปลาหมึก



ทำให้ได้เห็นขั้นตอนกว่าจะได้ปลาหมึกตัวขาวใสออกมาวางขายนั้น มีกรรมวิธียุ่งยากแค่ไหน



เริ่มตั้งแต่แกะออกมาจากอวน ต้องค่อย ๆ แกะออกมาทีละตัว ไม่ใช่ดึงพรวดออกมาเลย ไม่งั้นอวนจะขาดได้



ช่วยกันทั้งครอบครัว



ลูกชายคนนี้ถูกพ่อดุหลายที บอกว่าค่อย ๆ แกะอย่าใจร้อน ถ้าอวนขาดละก็.."...??...."



แกะออกมาแช่น้ำทะเล หลังจากนั้นต้องควักไส้ ควักหมึก ลอกหนัง ล้างทำความสะอาดให้เกลี้ยง ผมใจร้อนขี้เกียจรอ บอกว่าขอซื้อแบบนี้ได้ไหม จะเอาไปทำเองต่อ เขาหัวเราะกันใหญ่บอกไม่ได้หรอก ถ้าไม่ชำนาญ แกะหมึกไม่เป็น เกิดต่อมหมึกแตกออกมาละก็ หมึกจะดำเข้มข้นทีเดียว ทีนี้ละตัวใครตัวมัน หมึกจะดำติดตัวปลาและมือไม้ล้างออกยาก และต้องใช้น้ำทะเลเท่านั้นจึงจะล้างออก




งั้นรอก็ได้ ให้ผู้ชำนาญทำดีกว่า  ระหว่างนี้ก็เดินไปเก็บภาพต่อ ไปเจอครอบครัวคุณลุงคนนี้กำลังรับประทานอาหารเช้า พอเห็นผมเข้าก็เชื้อเชิญให้มานั่งกินด้วยกัน เห็นไหมครับ นี่แหละคนไทย ขนาดไม่รู้จักมักจี่กัน



ผมเคยสงสัยเล่น ๆ ว่า ขณะชาวเรานิยมไปเสาะแสวงหาอาหารทะเลรับประทานกัน แต่ชาวประมงเขาเบื่ออาหารทะเลกันบ้างไหม ? ผมจึงได้โอกาสถามคุณลุงคนนี้ แกตอบว่าก็เบื่อเหมือนกัน จึงขออนุญาติถ่ายสำรับอาหารมื้อนี้มาลง มีแกงเลียง กับแกงจืดหมูบะช่อ มีผัดปูอยู่จานหนึ่ง



ได้เวลากลับมาเอาปลาหมึกซึ่งทำเรียบร้อยแล้ว ได้แค่สามโล แพ็คแช่น้ำแข็งใส่คูลเลอร์ให้อย่างดี ตัวโตเนื้อหนาสดจากทะเล โลละ 150 บาท ผมเหลือบไปเห็นปลาหน้าตาประหลาด ตามภาพล่าง ถามว่าปลาอะไรไม่เคยเห็น เขาตอบว่าปลาใบปอ ไม่ค่อยมีขายตามตลาดหรอก บังเอิญติดอวนมาสองตัว เนื้อหวานอร่อย เหมาะเอาไปแกงส้ม ต้มส้มหรือต้มยำได้ทั้งนั้น ครูดารินทร์จึงขอแถมซะเลย ตอนแรกก็ไม่ยอม บอกว่าจะเอาไว้กินเองเพราะนาน ๆ เจอที แต่พอตื้อหนักเข้าก็ใจอ่อน (เอามาแกงส้มปักษ์ใต้อร่อยมากเนื้อเยอะ เพราะมีแต่ก้างกลางสำตัว ไม่มีก้างฝอย)  .




ก่อนจากคุ้งวิมาน ขับรถโฉบไปทิศตรงกันข้ามกับเมื่อวาน เกือบสุดหาดมีรีสอร์ตลักษณะเหมือนทาวเฮ้าส์อยู่แห่งหนึ่ง ลองเข้าไปสอบถามข้อมูล ได้ความว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเต็มหมดทุกห้อง นับว่าโชคดีแล้วไปเลือกที่โน่นก่อน




ที่หน้ารีสอร์ตนี้ดีหน่อยไม่มีต้นไม้มาบังวิวทะเล แต่ดูหาดทรายค่อนข้างชันกว่าทางโน้น

ข้อมูลบ้านพักที่หาดคุ้งวิมาน :

ด้านซ้ายของหาด "บ้านคุ้งวิมาน" โทร. 0868483727

ด้านขวาของหาด "ชมทะเลรีสอร์ต" chomtale.com





 

แก้ไขล่าสุด ใน ส.ค.072011

"กินและเที่ยวเรื่อยไปตามใจฉัน"

Wat*ka*Darin Contact

watkadarin Guest

เรามี 510 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

 

ขออภัย เนื่องจากถูก spam คุกคาม

จึงของดลงทะเบียนสมาชิกชั่วคราว

ลงทะเบียน